สรุป แนวคิดอนาคตแพลตฟอร์มไทย จากคุณยอด CEO ของ LINE MAN Wongnai
เมื่อคืนที่ผ่านมา ลงทุนแมนมีโอกาสได้เข้าไปฟังเรื่องราวน่าสนใจใน Clubhouse
ในห้องที่มีการพูดคุยถึงประเด็น อนาคตของแพลตฟอร์มไทย “LINE MAN Wongnai”
โดยมี คุณยอด ชินสุภัคกุล CEO ของ LINE MAN Wongnai เป็นผู้ฉายภาพให้ผู้ฟังกว่า 1,000 คนได้ฟังกันแบบสด ๆ
เรื่องราวนี้จะมีความน่าสนใจอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะสรุปให้ฟัง
“หลังจากทำงานมากว่า 5 เดือน ผลลัพธ์ดีกว่าที่เราคิดไว้”
และวิกฤติโควิด 19 เป็นแรงกระตุ้นสำคัญ ที่ทำให้ธุรกิจ Food Delivery เติบโตอย่างก้าวกระโดด
นี่คือประโยคแรก ๆ ที่ คุณยอด CEO ของ LINE MAN Wongnai ได้เล่าขึ้นมา
เมื่อถามคุณยอดว่า ตั้งแต่เกิดการควบรวมกิจการระหว่าง Wongnai และ LINE MAN อะไรคือสิ่งที่เปลี่ยนไป ?
คุณยอดตอบว่า เมื่อ 2 องค์กรควบรวมกิจการเป็นหนึ่งเดียว สิ่งสำคัญที่สุด คือ การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ถึงจะปรับจูนวัฒนธรรมของสององค์กรเข้าด้วยกันได้
เป้าหมายของเรากับทีมงานคือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับทีม
โดยเริ่มจากการทำความเข้าใจในทีมงานไลน์แมนว่าเป็นอย่างไร คิดเห็นอย่างไร
และเราต้องแสดงให้เห็นว่า ตัวเรามีมาตรฐานในการตัดสินใจอย่างไร แสดงความเป็นตัวตน
แสดงให้เห็น “common enemy” คือมองว่า ศัตรูอยู่ข้างนอก ไม่ใช่ภายในองค์กร
เมื่อภายในองค์กรเกิดความเข้มแข็งแล้ว การรับมือกับความท้าทายภายนอก ก็ไม่ใช่เรื่องยาก..
ในตอนนี้ธุรกิจ Food Delivery ก็ได้เติบโตขึ้นมาก
ยอดออร์เดอร์ของ LINE MAN ในปี 2563 สูงขึ้นกว่า 5 เท่า จากปีก่อนหน้า
POS (Point of sale) หรือจุดชำระเงินหน้าร้าน โตขึ้น 3.5 - 4 เท่า
รวมทั้ง ยังสามารถขยายพื้นที่บริการจนครอบคลุม 36 จังหวัด จากเดิมมีเพียง 7 จังหวัด
เรียกได้ว่า LINE MAN Wongnai เป็นอีกหนึ่งผู้ได้รับผลประโยชน์จากโควิด 19
แต่.. ก็ต้องยอมรับว่าในฝั่ง media นั้นอยู่ในภาวะชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมา
เมื่อถามว่า ในวันที่สนาม Delivey กำลังดุเดือด อะไรคือจุดแข็งที่ทำให้ลูกค้าเลือก LINE MAN Wongnai ?
คุณยอดบอกว่า เราให้ความสำคัญเรื่อง Choice (ทางเลือก) กับร้านอาหาร
มีให้เลือกทั้งแบบ GP หรือ Non-GP ก็ได้ ถ้าร้านอาหารมีกลุ่มลูกค้าอยู่แล้ว
ก็สามารถเลือกแบบ Non-GP ได้
สำหรับผู้บริโภค เรามีร้านค้ากว่า 300,000 ร้าน ตั้งแต่ถูกสุดไปจนถึงแพงสุด ให้เลือกทาน
รวมทั้งการมี “local mindset” หรือออกแบบบริการให้เหมาะกับคนในพื้นที่
ไม่ใช่แค่ระดับจังหวัด แต่จะลงไปให้ถึงระดับอำเภอ
อีกทั้งมีการใช้ Ecosystem ของ LINE ให้เป็นประโยชน์
เช่น Mini-app สั่งผ่านไลน์ได้เลย ซึ่งอยู่ในส่วนของ Wallet ทำให้ผู้ใช้งานไม่ต้องโหลดแอปเพื่อมาสั่ง
ส่วน Restaurant solution (ระบบจัดการสำหรับร้านอาหาร) เราจะใช้ Point of sale หรือจุดชำระเงินหน้าร้านให้เป็นประโยชน์ในการดูแลร้านอาหาร เชื่อมต่อออนไลน์ ออฟไลน์ รองรับทุกการบริการให้ครบ จบในตัว
ส่วนในเรื่องของคู่แข่งและขนาดตลาด Food Delivery
ก็ยังมีโอกาสขยายตัวอีกเยอะ เพราะยังมีคนที่ยังไม่ได้ใช้งานอยู่อีกมาก
เปรียบเทียบง่าย ๆ ว่า ตอนนี้เราเดินอยู่ครึ่งทางของเกม
เพราะตลาด Food Delivery เริ่มจริงจังในปี 2018 ซึ่งก็ผ่านมาเพียง 4 ปี
ยังมีโอกาสที่ Food Delivery จะโตต่อไปได้
เมื่อถามว่า อะไรคือเป้าหมายสำคัญของ LINE MAN Wongnai ?
คุณยอดตอบว่า เราต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อน ว่าเราทำสิ่งนี้ไป เพื่ออะไร
ซึ่งตรงนี้เรารู้ว่า เราทำไปเพื่อให้ชีวิตคนไทยดีขึ้น ร้านอาหารค้าขายได้ คนขับรถมีรายได้
คนใช้งานได้มีช่องทางสะดวกในการสั่งอาหารทานได้
มากกว่านั้น คือเราต้องการจะเป็น “E-Commerce Platform for Services”
หมายถึงรองรับรูปแบบบริการหลากหลายในอนาคต ไม่ใช่แค่เรื่องอาหาร
แต่ยังรวมถึง การขนส่งคน, การขนส่งสิ่งของ, การให้บริการสปาที่บ้าน
สิ่งสำคัญคือ การสร้างทีมงานที่เป็นคนไทย เพื่อทำบริการให้คนไทยอย่างแท้จริง
รายได้หลักตอนนี้มาจากส่วนที่เป็นดิลิเวอรีเป็นส่วนใหญ่
และถือว่าบริษัทกำลังอยู่ในช่วงที่ดีมากขึ้น เรียกได้ว่าเข้าใกล้จุดคุ้มทุนมากขึ้น
เมื่อถามคุณยอดว่า แผนธุรกิจในปี 2564 นี้ และในอนาคต มีอะไรบ้าง ?
คุณยอดตอบว่า เราจะเปิดบริการดิลิเวอรี LINE MAN Wongnai ให้ครบ 77 จังหวัดทั่วไทย และจะเริ่มดำเนินกิจกรรมทางการตลาดมากขึ้น
เริ่มจากแคมเปญ “LINE MAN Food Hero” ซึ่งเป็นแคมเปญการตลาดครั้งใหญ่ที่สุด
ที่ LINE MAN Wongnai เคยทำมา
โดยไฮไลต์ของแคมเปญ ก็คือ “นายฮ้อย-ล่ามทรง” นักรีวิวอาหาร
ในฐานะ Eating Master ที่จะมาเป็น “Food Hero” หรือแบรนด์แอมบาสเดอร์คนแรกของ LINE MAN Wongnai ที่จะเป็นตัวแทนของคนธรรมดา ๆ เข้าถึงได้ง่ายในสายตาผู้บริโภค
ด้านแผนระยะยาวของ LINE MAN Wongnai
คือ “Help Thai People Live Better” หรือก็คือ ช่วยให้ชีวิตคนไทยดีขึ้น
โดยอาศัยจุดเด่นเรื่อง Ecosystem เต็มที่ครบวงจร
ใช้จุดแข็งที่เป็นพาร์ตเนอร์ร่วมกันกับ LINE
เชื่อมต่อลูกค้า, คนทำงาน และธุรกิจท้องถิ่นเข้าด้วยกัน
แล้วเส้นชัยวันนี้ ของ LINE MAN Wongnai อาจไม่ใช่ ยูนิคอร์น อีกต่อไปแล้วหรือไม่ ?
คุณยอดยอมรับว่า วันนี้เราเข้าใกล้ ยูนิคอร์น มากขึ้นเรื่อย ๆ
แล้วเราไม่ค่อยเห็นคนที่เป็น ยูนิคอร์น ที่พูดถึงยูนิคอร์น กันสักเท่าไร
เพราะการจะเติบโตไปให้ไกลหรือยั่งยืน ไม่ได้มีแค่ประเด็นนี้เท่านั้น
5 เดือนที่แล้ว เราเป็นสตาร์ตอัป และมีเป้าหมายจะเป็นยูนิคอร์น
ผ่านมาวันนี้ เราโตขึ้น 5 เท่าตัว และยูนิคอร์น อาจไม่ใช่เป้าหมายของเราที่ต้องการอีกแล้ว
เพราะเราต้องการสร้างคุณค่าให้กับสังคม
มากกว่าแค่การสร้างตัวเลขที่จะเป็นยูนิคอร์น..
แรงผลักดันสำคัญในตอนนี้ คือทำยังไงให้คนขับรถมีรายได้มากขึ้น
คนขายอาหาร สามารถขายอาหารได้มากขึ้น
รวมทั้ง ผู้ใช้งาน ที่อยากจะกลับมาใช้งานซ้ำไปเรื่อย ๆ
ปัจจัยเชื่อมโยงเหล่านี้ คือแรงผลักดันสำคัญในวันนี้
ที่ทำให้เราอยากจะท้าทายความสำเร็จต่อไปเรื่อย ๆ ในอนาคตข้างหน้า
การจะไปให้ถึงเป้าหมายใหญ่ได้ ก็ต้องฝึกการมองไปให้ไกล
แต่แน่นอนว่า ก็ยังมีทีมงานบางส่วนที่ต้องวางเป้าหมายในระยะสั้น ๆ
เพราะการทำงานต้องถูกวัดด้วย KPI ตัวเลขต่าง ๆ อีกมากมาย
แต่ในฐานะ CEO ก็ต้องฝึกให้ทุกคนมองเป้าหมายระยะยาว
ควบคู่ไปกับการทำเป้าหมายระยะสั้นให้ได้ด้วยเหมือนกัน การทำธุรกิจถึงจะไปต่อได้อีกยาว
เมื่อถามคุณยอดว่า ความเป็นผู้นำจากวันแรกถึงวันนี้ มีอะไรที่เหมือนหรือต่างจากเดิม ?
คุณยอดให้คำตอบว่า บริษัทขนาดเล็ก ที่มีพนักงาน 10 - 30 คน เราจะเน้นไปที่เรื่องของ Hard-Skills
อย่างเช่น ทักษะเฉพาะในเรื่องของการตลาด การพัฒนาผลิตภัณฑ์
เมื่อถึงช่วงที่บริษัทมีขนาดกลาง ควรเริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องของวัฒนธรรมองค์กรมากขึ้น
โดยมองหาทีมงานที่มีความเหมาะสมกับองค์กร
และปัจจุบัน ในวันที่กลายเป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีแถวหน้าของไทย
มีพนักงานกว่า 700 - 800 คน แน่นอนว่าหลักในการบริหารจัดการต้องเปลี่ยน
ต้องใช้คนอื่น ๆ มาทำงานแทนตัวเองมากขึ้น ต้องหาวิธีในการบริหารจัดการคนเก่ง ๆ
หรือหาวิธีที่จะดึงคนเก่ง ๆ ให้เข้ามาอยู่ในบริษัท
เพื่อให้เขาเข้าไปดูแลทีมงานในส่วนอื่น ๆ ได้อย่างใกล้ชิด
แต่ส่วนที่ยังคงเหมือนเดิมก็คือ
1. ความอึด (Grit)
ไม่ว่าบริษัทจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ เราที่เป็นผู้นำก็จะต้องทำงานให้หนักและต้องไม่ยอมแพ้
แต่ก็จะต้องหาจุดสมดุลให้ตัวเองได้พัก เพราะการพักมันจะทำให้เรากลับมามีแรงมากขึ้น
2. การบอกเล่าเป้าหมายของเรา (Storytelling)
เราต้องบอกทุกคนว่าสิ่งที่เราจะไปถึงคืออะไร ทั้งตอนที่อยู่ในช่วงกำลังจะจ้างพนักงานใหม่
ตอนบริหารจัดการทีม เราต้องบอกพวกเขาให้ชัดว่าเรากำลังจะไปในทิศทางไหน
ในอนาคต คุณยอด ก็ได้วางอีกหนึ่งเป้าหมาย คือ ต้องการทำให้พนักงานมีความมั่นคงมากขึ้น
เมื่อพนักงานมีความมั่นคงในชีวิต อัตราการลาออกก็จะน้อยลง บริษัทก็จะไปถึงเป้าหมายได้เร็ว
เมื่อถามคุณยอดว่า ถ้าอยากเป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จในแพลตฟอร์มของ LINE MAN Wongnai ต้องมีเทคนิคอะไร ?
คุณยอดให้คำแนะนำว่า
LINE MAN Wongnai ก็เป็นเหมือนกับ Marketplace
ดังนั้น สิ่งสำคัญที่จะทำให้สินค้าของเราโดดเด่นในตลาด
จะต้องให้ความคุ้มค่า ทั้งคุณภาพสินค้าและราคา
และถ้าหากว่าเรามั่นใจในคุณภาพของสินค้าแล้ว
สามารถติดต่อทีมงานของ LINE MAN Wongnai ได้ทันที
ว่ากำลังจัดแคมเปญอะไรบ้าง หรือมีอะไรที่ Exclusive หรือพิเศษ ที่จะช่วยดึงลูกค้าเข้ามามากขึ้น
ซึ่งการที่ร้านค้าเข้าร่วมในทุก ๆ แคมเปญ
ก็จะเป็นการเปิดประตู ให้ลูกค้าที่ไม่เคยรู้จักแบรนด์มาก่อน
ได้เข้ามาทำความรู้จักแบรนด์
ในครั้งแรกลูกค้าอาจจะเข้ามาซื้อเพราะโปรโมชัน
แต่ถ้าเขารู้สึกว่าสินค้าของคุณคุ้มค่า มีคุณภาพ ครั้งต่อไปเขาก็จะมาซื้อกับคุณอีก
การเข้าร่วมแคมเปญต่าง ๆ จึงถือเป็นการลงทุนให้ได้ลูกค้าประจำในอนาคต
อนาคตของสตาร์ตอัป จะเป็นอย่างไร หลังจากจบโควิด 19
และในสนามดิลิเวอรี อะไรจะเป็นตัววัดผู้ชนะ ?
คุณยอดแชร์มุมมองว่า
ในวันนี้สตาร์ตอัปแข่งอยู่บนสนามระดับโลก ตั้งแต่วินาทีแรกที่ตั้งบริษัท
ดังนั้น มันยากมากที่จะแข่งขันสู้เจ้าอื่น ๆ ได้
นอกเสียจากว่าเราจะเป็นเทคโนโลยีที่ใหม่มาก ๆ
เพราะถ้าเป็นแพลตฟอร์มอย่าง Social Media ไม่มีจุดแข็งอื่น ๆ ก็จะแข่งขันกับเจ้าใหญ่ ๆ
ที่อยู่ในประเทศไทยมานานแล้วได้ยาก
และสำหรับในสนาม Food Delivery..
สิ่งที่จะเป็นตัวชี้วัดผู้ชนะในมุมมองของคุณยอดก็คือ
คนที่สามารถทำให้ ผู้ใช้งาน (User), ร้านอาหาร-ร้านค้า, พาร์ตเนอร์ เช่น คนขับ
ได้ประโยชน์และได้รับความสะดวกมากที่สุด ไปพร้อม ๆ กัน
แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าการทำธุรกิจ เราเดินไปถูกหรือผิดทาง ?
ในมุมมองของคุณยอด การทำสตาร์ตอัป เราต้องมีความเชื่อมั่น มีความดื้อรั้น
ว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่เป็นสิ่งที่ถูกต้อง
เพราะถ้าไม่มีความเชื่อมั่น เราก็จะยอมแพ้ง่ายเกินไป
แต่ในความมั่นใจและความดื้อรั้นเหล่านี้
ต้องอยู่บนพื้นฐานของไอเดียที่ดี และการเล่าเรื่องให้เป็น
และวิธีที่จะดูว่าไอเดียเราเวิร์กหรือไม่นั้น
ให้ดูว่ามีเพื่อนหรือทีมงานเข้ามาร่วมทีมกับเรามากแค่ไหน
เพราะไอเดียที่ดี จะซื้อใจคนได้
และต้องดูตลาดด้วยว่าใหญ่เพียงพอหรือมีโอกาสเติบโตหรือไม่ ?
หากเรามีแต่ความอึด แต่ไปอยู่ในตลาดที่ผิด ก็ไม่เติบโต
สิ่งที่สำคัญอีกเรื่องก็คือ การฝึกมองไปข้างหน้าว่าอะไรจะเกิดขึ้น
คุณยอดยอมรับว่า เราไม่สามารถคาดการณ์ทุกอย่างได้อย่างแม่นยำ
แต่เราต้องเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ที่หลากหลายให้ได้
เช่นเดียวกับ LINE MAN Wongnai ที่ต้องการทำให้ธุรกิจมีความหลากหลาย
และการร่วมเป็นพาร์ตเนอร์กับ LINE ทำให้ Wongnai ไม่ถูกจำกัดอยู่กับธุรกิจมีเดีย
แต่มีฟูดดิลิเวอรี มีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว หรือแม้แต่สปาความงาม ที่แข็งแกร่งมากขึ้น
เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันมากระทบกับธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง เราก็จะรับมือกับสถานการณ์ได้ดี
สุดท้ายนี้ สิ่งสำคัญไม่ว่าจะเป็นคนที่ทำสตาร์ตอัป หรือคนทำธุรกิจ SMEs
เราทุกคนต้องมองอนาคต และการทำให้ธุรกิจมีความหลากหลาย เป็นเรื่องสำคัญ
และคุณยอดก็ได้ปิดท้ายจุดยืนของ LINE MAN Wongnai ไว้ว่า..
LINE MAN Wongnai จะเป็นแพลตฟอร์มสัญชาติไทย
ที่จะเข้ามาช่วยให้ชีวิตของคนไทยทุกคนดีขึ้น
ออกแบบนวัตกรรมเพื่อคนไทย พร้อมกับ Local Mindset
และเคารพทุกความคิดเห็นจากทั้งร้านอาหาร คนขับ และผู้ใช้งานทุกคน
เพื่อให้เป็นแพลตฟอร์มที่เข้าใจคนไทย และตอบโจทย์คนไทยได้มากที่สุด..
同時也有3部Youtube影片,追蹤數超過234萬的網紅F Pongpitak,也在其Youtube影片中提到,ถ้าใครชอบฝากกดไลค์กดแชร์ให้ และกด Subscribe เพื่อเป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ ---------------------------------------------------------------------------...
「ยูนิคอร์น คือ」的推薦目錄:
- 關於ยูนิคอร์น คือ 在 ลงทุนแมน Facebook 的最佳解答
- 關於ยูนิคอร์น คือ 在 อายุน้อยร้อยล้าน Facebook 的精選貼文
- 關於ยูนิคอร์น คือ 在 ลงทุนแมน Facebook 的最佳貼文
- 關於ยูนิคอร์น คือ 在 F Pongpitak Youtube 的最佳貼文
- 關於ยูนิคอร์น คือ 在 ลงทุนแมน Youtube 的最佳解答
- 關於ยูนิคอร์น คือ 在 POMSTER Freestyle Youtube 的最讚貼文
- 關於ยูนิคอร์น คือ 在 ยูนิคอร์น ในวงการ Startup คืออะไร ? - YouTube 的評價
- 關於ยูนิคอร์น คือ 在 Mission To The Moon - 'ยูนิคอร์น' คืออะไร? ทำไมเหล่า Startup ถึง ... 的評價
ยูนิคอร์น คือ 在 อายุน้อยร้อยล้าน Facebook 的精選貼文
“ยูนิคอร์น”ความสำเร็จอีกขั้นของธุรกิจสตาร์ทอัพ! หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า Startup หรือธุรกิจสตาร์ทอัพ มากันจนคุ้นหูแล้ว แต่สำหรับ Unicorn (ยูนิคอร์น) อาจจะเป็นอะไรที่ค่อนข้างแปลกไปบ้าง อธิบายให้เข้าใจง่าย ยูนิคอร์น ก็คือ ธุรกิจสตาร์ทอัพที่มีมูลค่าบริษัทมากกว่า 1,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 31,000 ล้านบาท ยกตัวอย่าง ยูนิคอร์น ที่ประสบความสำเร็จในสหรัฐอเมริกา ก็จะมี Uber, Airbnb, Snapchat หรือในด้านฝั่งเอเชียก็จะมี Xiaomi จากประเทศจีนแผ่นดินใหญ่นั่นเอง
.
และสำหรับประเทศในกลุ่มอาเซียน (ASEAN) ก็ไม่ได้น้อยหน้าแต่อย่างใดเพราะวงการสตาร์ทอัพก็กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนมีหลายบริษัทสามารถเติบโตจนถึงระดับยูนิคอร์นได้สำเร็จ มาดูกันว่าเหล่ายูนิคอร์นตัวแทนจากภูมิภาคอาเซียนที่เป็นที่รู้จักและให้บริการในไทยจะมีใครกันบ้าง
.
1. Grab (2555)
ธุรกิจ : บริการโลจิสติกส์
มูลค่าบริษัท : 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
สตาร์ทอัพที่เป็นที่คุ้นเคยของคนไทยกันอย่างดี ก่อตั้งขึ้นโดยอดีตนักศึกษาจากประเทศมาเลเซีย เพราะต้องการแก้ไขปัญหาการเรียกแท็กซี่ที่ไม่สะดวกสบายในประเทศของตน ถือเป็นสตาร์ทอัพที่เติบโตไปไวอย่างมากเพราะใช้เวลาเพียงแค่ 2 ปี ก็สามารถขยายฐานการใช้งานไปยังเพื่อนบ้านอย่างฟิลิปินส์ สิงคโปร์ ไทย เวียดนาม และ อินโดนีเซียในเวลาอันรวดเร็ว อีกทั้งได้รับเสริมความแข็งแกร่งจากการลงทุนจากบริษัทจีนและญี่ปุ่นอีก 2 พันล้านดอลลาร์ จนทำให้ Uber ถึงกับต้องถอยทัพขายกิจการในภูมิภาคยุบรวมกับ Grab ส่งผลทำให้คว้าตำแหน่งผู้ให้บริการที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคได้สำเร็จ ในปัจจุบันนี้ Grab ได้ให้บริการไปแล้วกว่า 168 เมือง ใน 8 ประเทศ
.
2. SEA (2552)
ธุรกิจ : เกมออนไลน์และอีคอมเมิร์ซ
มูลค่าบริษัท : 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
หรือชื่อเดิม Garena บริษัทสัญชาติสิงคโปร์ ผู้ให้บริการที่มีชื่อเสียงโดเด่นด้านเกมออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น Heroes of Newearth (HON), League of Legends (LOL) หรือเกมออนไลน์บนมือถือที่ฮิตที่สุดในไทยอย่าง Realm of Valor (ROV) ก่อนที่จะขยายธุรกิจไปในด้าน e-wallet อย่าง AirPay เพื่อรองรับการเติมเงินเข้าในเกมให้สะดวกมากยิ่งขึ้น และพัฒนาสู่การชำระเงินสินค้าอื่นๆ และกับอีกหนึ่งความสำเร็จในการก้าวเข้ามาสู่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ในชื่อที่เรารู้จักกันดีอย่าง “Shopee” นั่นเอง โดยที่ SEA รีแบรนด์จาก Garena เมื่อปี 2560 ที่ผ่านมานี้ หลังจากระดมทุนได้กว่า 550 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมี Tencent เป็นผู้ถือหุ้นหลัก (ณ ปัจจุบันนี้ได้เข้าตลาดหุ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว)
.
3. Gojek (2553)
ธุรกิจ : บริการโลจิสติกส์
มูลค่าบริษัท : 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
เป็นธุรกิจสัญชาติอินโดนีเซียในรูปแบบเดียวกันกับ Grab และผู้ก่อตั้งก็ยังเป็นเพื่อนร่วมรุ่น MBA เดียวกันกับสองผู้ก่อตั้งของ Grab อีกด้วย จุดเริ่มต้นอาจจะต่างกันไปเล็กน้อยเพราะเกิดจากการต้องการยกระดับมาตรฐานของมอเตอร์ไซค์รับจ้างในประเทศอินโดนีเซีย และพัฒนาต่อยอดไปเป็นบริการอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น การส่งอาหาร สินค้า ล้างรถ เป็นต้น โดยหลังจากที่เปิดบริการแค่ในประเทศ ก็ได้ทำการขยายไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ฟิลิปินส์, เวียดนาม, สิงคโปร์ และไทย หลังจากที่ได้รับเงินสนับสนุนจากเหล่าบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Google, Tencent, JD.com และ Temasek เป็นต้น จุดมุ่งหมายนอกจากการอุดช่องว่างของ Uber ก็คือการเข้ามาชิงพื้นที่ทางการตลาด และโค่น Grab ลงจากบัลลังก์อันดับ 1 นั่นเอง
.
4. Traveloka (2555)
ธุรกิจ : บริการจองที่พักและตั๋วเครื่องบิน
มูลค่าบริษัท : 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
บริการสัญชาติอินโดนีเซียอีกเจ้าที่พบกับปัญหาจากจองเครื่องบินจากสหรัฐกลับบ้านเกิดที่แสนจะยากลำบาก ต้องมานั่งหาข้อมูลเอาเองโดยที่ไม่มีใครรวบรวมข้อมูลเหล่านั้นมาไว้ด้วยกัน จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการทำ Traveloka ออกมาในรูปแบบ Search engine ก่อนจะพัฒนาให้สามารถของตั๋วเครื่องบิน โรงแรม ที่พักต่างๆ รวมถึงบริการเกี่ยวกับการเดินทางท่องเที่ยวทั้งหมด นอกจากนี้ก็ยังได้ระดมทุนก้อนใหญ่กว่า 350 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จนเลื่อนขั้นเป็นสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นอีกราย
.
5. VNG (2546)
ธุรกิจ : เกมออนไลน์และโซเชียลมีเดีย
มูลค่าบริษัท : 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
สตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นรุ่นบุกเบิกของดินแดนแถบอาเซียนจากเวียดนาม (พร้อมกับ Garena) ดำเนินธุรกิจมามากกว่า 17 ปี ในชื่อ VinaGame มาก่อน โดยดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับเกมซึ่งนั่นก็คือ MMORPG (Massively Multiplayer Online Game) หลังจากนั้นทำการขยายมาทำธุรกิจในด้านโซเชียลมีเดียโดยการผลิตแอปฯแชทอย่าง Zalo แอปฯ แชทอันดับ 1 ของประเทศเวียดนาม ที่มียอดดาวน์โหลดกว่า 15 ล้านครั้ง ความน่าสนใจคือ VNG คือบริษัทสตาร์ทอัพที่สามารถก้าวขึ้นระดับยูนิคอร์นได้อย่างรวดเร็วในขณะที่เน้นการทำธุรกิจภายในประเทศเป็นหลักไม่เหมือนกับเจ้าอื่นๆ ที่มีการขยายฐานไปยังประเทศอื่นๆ
.
นอกจาก 5 สตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นที่ได้กล่าวไปข้างต้น ในประเทศกลุ่มอาเซียนก็ยังมีสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นอยู่อีกเพียงแต่ไม่ได้เป็นที่รู้จักและให้บริการในพื้นที่ประเทศไทย นั่นก็คือ คือ Tokopedia ธุรกิจอีคอมเมิร์ซจากประเทศอินโดนีเซีย, Bukalapak ธุรกิจอีคอมเมิร์ซจากประเทศอินโดนีเซีย และ Revolution precrafted ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จากประเทศฟิลิปปินส์
.
โดยที่ประเทศอินโดนีเซียถือว่าเป็นประเทศที่มีสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นเยอะที่สุดในภูมิภาคอาเซียนถึง 4 เจ้า นั่นก็คือ Gojek, Traveloka, Tokopedia และ Bukalapak นั่นอาจเป็นเพราะรัฐบาลของอินโดนีเซียมีการสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพเพราะปัญหาทางเศรษฐกิจเลยต้องฉีกกฎหนีการทำธุรกิจรูปแบบเดิมเพื่อสร้างเศรษฐกิจในเชิงสร้างสรรค์ ลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯและจีนที่อาจะเป็นสาเหตุทำให้ประเทศอินโดนีเซียขาดเสถียรภาพ รวมถึงประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม มีสตาร์ทอัพที่ถึงระดับยูนิคอร์นแล้วเช่นเดียวกัน
.
สำหรับสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สามารถตอบโจทย์ปัญหาของผู้คนได้อย่างตรงจุด ทั้งสร้างสรรค์และแปลกใหม่ ซึ่งนั่นเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญของธุรกิจสตาร์ทอัพอยู่แล้ว นอกจากนี้ธุรกิจสตาร์ทอัพนั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออุดช่องว่างของธุรกิจแบบดั้งเดิมส่งผลให้เศรษฐกิจมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยการที่อาเซียนของเรามีสตาร์ทอัพในระดับยูนิคอร์นเป็นสัญญาณที่ดีว่าเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคอาเซียนนั้นสามารถที่จะแข่งขันกับตลาดโลกได้
.
อย่างไรก็ดีการที่จะสามารถก้าวขึ้นสู่ระดับยูนิคอร์นได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนอกจากจะต้องอาศัยไอเดียที่สามารถตอบโจทย์ได้ดี ใหม่ และสร้างสรรค์แล้ว ก็ยังต้องมีเงินทุนจำนวนมากในการสนับสนุนไอเดียเหล่านี้ให้เกิดขึ้นได้จริงอีกด้วย สำหรับวงการสตาร์ทอัพประเทศไทยที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และมีสตาร์ทอัพที่มีไอเดียและเทคโนโลยีที่น่าจับตามองอยู่ไม่น้อย ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะมียูนิคอร์นตัวใหม่ของอาเซียนที่ติดธงชาติไทยวิ่งไปสู่ระดับโลกก็เป็นได้
.
ที่มา : https://www.bangkokbanksme.com/en/unicorn-startup-indonesia
https://techsauce.co/tech-and-biz/what-is-unicorn
https://techcrunch.com/2016/01/02/the-unicorns-of-southeast-asia/
https://ahead.asia/2018/05/31/8-unicorns-of-sea/
https://www.thairath.co.th/news/tech/startup/1694640
.
#อายุน้อยร้อยล้าน #ryounoi100lan #อายุน้อยร้อยล้านNEWS #Startup #Unicorn #ASEAN #สตาร์ทอัพยูนิคอร์น #Business
ยูนิคอร์น คือ 在 ลงทุนแมน Facebook 的最佳貼文
ผู้สนับสนุน..
สตาร์ทอัพไทย จะเป็นยูนิคอร์นได้อย่างไร? / โดย ลงทุนแมน
ยูนิคอร์น คือ สตาร์ทอัพที่มีมูลค่ามากกว่า 3 หมื่นล้านบาท
รู้ไหมว่าเพื่อนบ้านที่รายล้อมเราในอาเซียนต่างมีสตาร์ทอัพที่เป็นยูนิคอร์นกันทั้งหมด
อินโดนีเซีย มี GOJEK, tokopedia, traveloka, Bukalapak
เวียดนาม มี VNG
ฟิลิปปินส์ มี Revolution Precrafted
มาเลเซีย มี Grab
สิงคโปร์ มี SEA ที่สามารถระดมทุนเข้าตลาดหลักทรัพย์ไปเรียบร้อยแล้ว
แต่ประเทศไทยยังไม่มียูนิคอร์น..
รู้ไหมว่าหนึ่งในเหตุผลหลักของเรื่องนี้ก็คือ
“คนรุ่นใหม่เก่งๆ” ในประเทศไทย โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี สนใจทำงานกับบริษัทยักษ์ใหญ่มากกว่าที่จะผันตัวเองมาเป็นผู้ประกอบการในรูปแบบสตาร์ทอัพ
สาเหตุก็เป็นเพราะพวกเขามองเห็นโอกาสในอนาคตที่จะประสบความสำเร็จในประเทศไทยในฐานะสตาร์ทอัพ น้อยกว่าการทำงานอยู่ในบริษัทใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทใหญ่เดิม หรือบริษัทใหญ่ที่เป็นยูนิคอร์นจากต่างประเทศ
ลองคิดตามว่า เด็กรุ่นใหม่เรียนจบวิศวกรรมคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยชื่อดัง
ถ้าคนที่มาเสนองานมีบริษัท Google, Lazada, Grab, Agoda, Garena, KBank กับการก่อตั้งบริษัทสตาร์ทอัพด้วยตนเอง คนไทยเหล่านั้นมักจะเลือกที่จะเริ่มทำงานกับบริษัทใหญ่มากกว่า
นอกจากเรื่องนี้แล้ว ก็ยังมีเรื่องเงินทุน เรื่องกฎหมาย และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือไม่รู้วิธีการที่จะพัฒนาธุรกิจให้เข้าถึงผู้ใช้งานจำนวนมากได้
จากปัญหาทั้งหมดนี้
แล้วสตาร์ทอัพไทยจะสามารถเป็นยูนิคอร์นได้อย่างไรบ้าง?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
โดยทั่วไป การระดมทุนของสตาร์ทอัพจะถูกแบ่งตามการประเมินมูลค่าของบริษัท (Valuation) ออกเป็น
ระยะเริ่มต้นเรียกว่า Seed
หลังจากนั้นก็จะไล่ระดับตามตัวอักษรภาษาอังกฤษ เช่น Series A Series B Series C
แล้วเรารู้ไหมว่า.. จำนวนสตาร์ทอัพไทยเทียบกับเพื่อนบ้าน เป็นอย่างไร?
สตาร์ทอัพที่ระดมทุนในระดับ Seed
อินโดนีเซีย 428 บริษัท
เวียดนาม 197 บริษัท
ไทย 170 บริษัท
สตาร์ทอัพที่ระดมทุนในระดับ Series A
อินโดนีเซีย 101 บริษัท
เวียดนาม 52 บริษัท
ไทย 36 บริษัท
สตาร์ทอัพที่ระดมทุนในระดับ Series B
อินโดนีเซีย 25 บริษัท
เวียดนาม 12 บริษัท
ไทย 9 บริษัท
สตาร์ทอัพที่ระดมทุนในระดับ Series C
อินโดนีเซีย 13 บริษัท
เวียดนาม 8 บริษัท
ไทย 3 บริษัท
จากตัวเลขข้างต้นแสดงให้เห็นว่า จำนวนสตาร์ทอัพประเทศไทยน้อยกว่า ประเทศเพื่อนบ้านอย่างชัดเจนในทุกระดับการระดมทุน
และเมื่อดูถึงมูลค่าที่ระดมทุนได้
สตาร์ทอัพอินโดนีเซียและเวียดนาม สามารถระดมทุนได้มากกว่าสตาร์ทอัพไทย 22 และ 2 เท่า ตามลำดับ..
แน่นอนว่าปัญหาสำคัญของการก้าวเข้าสู่สตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นก็คือ “ฐานจำนวนผู้ใช้งาน”
หากมองจากมุมนี้ ก็อาจเข้าใจได้ว่าประเทศไทยเสียเปรียบด้านจำนวนประชากรหากเทียบกับเวียดนาม และ อินโดนีเซีย
แล้วจะมีเครื่องมืออะไรบ้างที่เป็นตัวช่วยให้สตาร์ทอัพเข้าถึงคนเป็นจำนวนมากได้?
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีประชากร 66 ล้านคน
โดยคนไทย 50 ล้านคนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ต
ถ้าถามว่าคนไทยคุ้นเคยกับแอปพลิเคชันอะไรมากสุด
คำตอบคงหนีไม่พ้น แอปพลิเคชัน LINE
รู้ไหมว่า..
ปัจจุบัน คนไทยใช้งานแอปพลิเคชัน LINE กว่า 44 ล้านคน
คิดเป็นเกือบ 90% ของคนไทยที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตบนสมาร์ตโฟน
ในขณะที่ คนไทยเล่นอินเทอร์เน็ตบนสมาร์ตโฟนเฉลี่ยวันละ 216 นาที
ซึ่งกว่า 63 นาทีเป็นการใช้งานบนแอปพลิเคชัน LINE
นอกจากนี้ วิวัฒนาการของ LINE ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
ทำให้ปัจจุบัน LINE ไม่ได้เป็นเพียงแอปแช็ต
แต่บริษัทสามารถขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล
จนผู้ใช้งานสามารถทำทุกอย่างบน LINE ได้
ตั้งแต่การติดต่อสื่อสาร สั่งอาหาร ช้อปปิง รวมไปถึงธุรกรรมทางการเงิน
เรียกได้ว่าคนไทยทั้งประเทศกำลังใช้ LINE ในชีวิตประจำวันของพวกเขา
ซึ่งการที่สตาร์ทอัพจะถึงระดับยูนิคอร์นได้ก็คือต้องขยายขนาดธุรกิจ
การที่จะขยายธุรกิจได้ก็ต้องมีผู้ใช้งานหรือลูกค้ามากขึ้น
และ LINE เป็นแพลตฟอร์มเดียวในประเทศไทย ที่จะทำให้เข้าถึงคนจำนวนมากได้
คำถามต่อไปก็คือ
สตาร์ทอัพเหล่านี้จะใช้แพลตฟอร์ม LINE อย่างไรให้ได้เต็มศักยภาพที่สุด?
“โครงการ LINE ScaleUp” จึงถูกก่อตั้งขึ้นโดย LINE โดยมีจุดประสงค์ช่วยให้สตาร์ทอัพสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเอง ผ่านการใช้เทคโนโลยีภายใต้แพลตฟอร์มของ LINE ให้ได้ดีที่สุด
ซึ่งในปีนี้ มี 6 สตาร์ทอัพไทยที่เข้ารอบ LINE ScaleUp 2019 จากผู้สมัคร 100 บริษัท คือ
1.Choco CRM แพลตฟอร์มระบบจัดการหน้าร้าน และพัฒนาความสัมพันธ์ลูกค้า
2.ClaimDi แพลตฟอร์มจัดหาผู้ช่วยสำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น รถชน หรือเรียกตำรวจ
3.Finnomena แพลตฟอร์มผู้ให้บริการและคำปรึกษากับนักลงทุน
4.GoWabi แพลตฟอร์มจองบริการสปาและบริการเสริมความงาม
5.Seekster แพลตฟอร์มจัดหาผู้ให้บริการด้านความสะอาด
6.Tellscore แพลตฟอร์มจัดการ micro-influencer
ธุรกิจสตาร์ทอัพไทยเหล่านี้มีรายได้เฉลี่ยบริษัทละ 45 ล้านบาท มีพนักงานในบริษัทไม่ต่ำกว่า 80 คน และได้รับการประเมินมูลค่าบริษัทอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 360 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นสตาร์ทอัพระดับ Series A ที่เตรียมตัวจะขยาย และยกระดับขึ้นไปอีกขั้น
ดังนั้น การพยายามเข้าถึงลูกค้าจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับสตาร์ทอัพที่อยู่ใน stage นี้ แต่ละบริษัทจึงเล็งเห็นความสำคัญในการปรับธุรกิจให้เข้ากับ LINE เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ได้แม่นยำ และเข้าใจกลุ่มลูกค้าเดิมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ สตาร์ทอัพในโครงการ LINE ScaleUp ยังได้รับโอกาสในการพัฒนารากฐานสำคัญ 3 ส่วน เพื่อเตรียมความพร้อมในการเติบโต แบ่งออกเป็น
1.ด้านพื้นฐานทั้งการสอนแบบกลุ่ม และตัวต่อตัว เช่น การให้ความรู้พื้นฐานด้านธุรกิจ เทคโนโลยี การออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้ การบริหารบุคลากร รวมถึงกฎหมายที่จำเป็น
2.ด้านการลงทุน เช่น การให้ความรู้ และเข้าถึงโอกาสได้รับการลงทุนจาก LINE Venture และผู้ลงทุนจากต่างชาติ
3.ด้านการเรียนรู้ความสำเร็จจากสตาร์ทอัพระดับโลก เช่น การแลกเปลี่ยนความรู้ ข้อคิดเห็นกับบริษัทสตาร์ทอัพยูนิคอร์นตัวจริงผ่านการไปดูงานที่ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งรวมถึง NAVER บริษัทแม่ของ LINE
ซึ่งหลังการพัฒนารากฐาน จะทำให้สตาร์ทอัพทุกรายมีความพร้อมมากขึ้น และในก้าวต่อไป สตาร์ทอัพยังมีโอกาสได้เป็นพันธมิตรกับบริการต่างๆ ของ LINE ได้ เช่น
1.ความร่วมมือด้านธุรกิจ โดย LINE เปิดช่องทางมินิแอป (Mini App) บนแอปพลิเคชัน LINE โดย ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงบริการของสตาร์ทอัพได้ทันทีผ่าน LINE ซึ่งปัจจุบันสามารถเข้าใช้บริการของ Seekster และ Finnomena ผ่านมินิแอปได้อย่างเต็มรูปแบบแล้ว
2.ความร่วมมือด้านพันธมิตรอย่างเป็นทางการ (Strategic Partnership) โดยตัวอย่างเช่น การเปิดให้ผู้ใช้งานเข้าถึงบริการทำความสะอาดของ Seekster ผ่านแพลตฟอร์ม LINE MAN ในเร็วๆ นี้ หรือ การเข้าถึงช่องทางคอนเทนต์ของ Finnomena และ Claimdi ผ่าน LINE TODAY และ LINE TV
3.ความร่วมมือแบบบูรณาการเชิงลึก (Deep Integration) ให้กับทั้ง 6 ทีม โดยเฉพาะบริษัท Choco CRM, Tellscore และ GOWABI ที่สามารถต่อยอดการพัฒนาบริการเชิงลึกผ่าน LINE API เพื่อให้บริษัทเหล่านี้สามารถเข้าถึงผู้ใช้งานได้เป็นวงกว้างผ่านแพลตฟอร์ม LINE เช่น Tellscore สามารถทำการสมัครเป็น Influencer ได้ผ่าน LINE หรือ Choco CRM ที่ช่วยสร้างบัตรสะสมแต้มให้กับบริษัท และร้านค้าบน LINE
จากเรื่องราวทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นว่า LINE ScaleUp เป็นหนึ่งในโครงการที่จะช่วยเร่งให้ธุรกิจสตาร์ทอัพประเทศไทยก้าวเข้าสู่ระดับยูนิคอร์นได้ในอนาคตโดยการใช้เทคโนโลยี และจำนวนผู้ใช้ของ LINE ซึ่งก็น่าติดตามว่าจะมีทีมไหนที่จะเข้าสู่จุดนั้น
และ LINE ScaleUp จะไม่ได้มีแค่ปีนี้เพียงปีเดียว
ซึ่ง LINE ได้วางแผนระยะยาว และเอาจริงกับวงการสตาร์ทอัพในประเทศไทย
โดยจะเปิดรับสมัคร LINE ScaleUp 2020 รุ่นใหม่ในช่วงต้นปีหน้าที่จะถึงนี้
หากสตาร์ทอัพไหนมี passion ในการทำธุรกิจ และ เชื่อว่าสักวันจะประสบความสำเร็จกลายเป็นยูนิคอร์นสัญชาติไทย ลองเตรียมตัวเข้าร่วมโครงการนี้ในปีหน้า ซึ่ง LINE ScaleUp อาจจะเป็นหนึ่งในคำตอบที่ทำให้เราก้าวสู่ยูนิคอร์นได้สำเร็จ เป็นครั้งแรกของประเทศไทย..
ติดต่อข่าวสารโครงการ LINE ScaleUp ได้ที่ https://scaleup.line.me/
ยูนิคอร์น คือ 在 F Pongpitak Youtube 的最佳貼文
ถ้าใครชอบฝากกดไลค์กดแชร์ให้ และกด Subscribe เพื่อเป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ
---------------------------------------------------------------------------------------
** ติดต่องาน : pongpitakchannel@gmail.com **
#กล่องสุ่ม #Mystery #สุ่มของ
เอฟอมตีน 4/2/2563

ยูนิคอร์น คือ 在 ลงทุนแมน Youtube 的最佳解答
5 ปีที่แล้ว มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก เห็นอะไรใน Instagram / โดย เพจลงทุนแมน
มีใครรู้มั้ยว่ารูปแรกใน Instagram คือรูปอะไร?
หลายคนรู้จัก Instagram
แต่มีน้อยคนที่รู้ว่า Instagram เกิดขึ้นมาได้อย่างไร
อีกทั้ง Instagram ยังเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดของ มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก
วันนี้ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
แรกเริ่มเดิมที Instagram เป็นเพียงฟีเจอร์เล็กๆในโปรเจ็คที่ชื่อว่า “Burbn” ในปี ค.ศ. 2010 โดยถูกพัฒนาขึ้นโดย Kevin Systrom และ Mike Kriege ในเมือง San Francisco
Burbn อ่านว่า เบอร์เบิน (มีที่มาจากวิสกี้) เป็นแอพพลิเคชั่นที่ให้ผู้ใช้งานสามารถวางแผนเช็คอินล่วงหน้า หรือเช็คอินขณะที่อยู่ในสถานที่นั้นๆ (เหมือน Foursquare) รวมถึงโพสต์รูปเพื่อแชร์กันระหว่างเพื่อนเพื่อรับคะแนนสะสม
อย่างไรก็ตาม Burbn นั้นไม่ประสบความสำเร็จเท่าไรนัก เนื่องจากมีความซับซ้อนและยุ่งยากในการใช้งาน
แต่ผู้ร่วมก่อตั้งทั้ง 2 คน นั้นไม่ยอมแพ้ง่ายๆ..
Kevin และ Mike เห็นพฤติกรรมผู้ใช้งานว่านิยมใช้ฟังก์ชั่นโพสต์รูปมากกว่าฟังก์ชั่นอื่นๆ จึงเปลี่ยนจุดมุ่งหมายใหม่ โดยมีฟังก์ชั่นหลัก คือ ให้ผู้ใช้งานแชร์รูปภาพของตนเองระหว่างหมู่เพื่อน
โดยเปลี่ยนชื่อมาเป็น “Instagram” ซึ่งเป็นการผสมระหว่างคำว่า “Instant” และ “Telegram”
Instagram เปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในเดือนตุลาคม ปี 2010 โดยเปิดให้ดาวน์โหลดเฉพาะผู้ที่ใช้สมาร์ทโฟนระบบ iOS เท่านั้น และต่อมาในเดือนเมษายน ปี 2012 จึงได้ออกเวอร์ชั่นสำหรับ Android
และ จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2012 นี้เอง
มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้ง เฟซบุ๊ค ขณะนั้นกำลังจะนำบริษัท IPO เข้าตลาดหลักทรัพย์แต่ก็ได้ประกาศซื้อกิจการ Instagram ด้วยมูลค่าสูงถึง 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 30,000 ล้านบาท
เรียกได้ว่า Instagram ขายให้ เฟซบุ๊ค ในราคายูนิคอร์นพอดี (ยูนิคอร์น คือ บริษัท สตาร์ทอัพที่มีมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ)
ที่น่าตกใจคือ ขณะนั้น Instagram พึ่งเปิดตัวมาได้เพียง 2 ปี มีพนักงานทั้งบริษัทรวมกันแค่ 13 คน และที่สำคัญ ยังไม่มีรายได้แม้แต่บาทเดียว..
ดีลนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นของ CEO หนุ่มผู้นี้เป็นอย่างมาก
หลายฝ่ายเริ่มไม่เชื่อใจว่า มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก จะสามารถดูแล เฟซบุ๊ค ที่กำลังจะเข้าตลาดได้ดีหรือไม่
แต่แล้วปัจจุบันก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่านี่เป็นดีลที่คุ้มค่าที่สุดดีลหนึ่งในวงการธุรกิจ
Instagram ในขณะนั้นที่ถูกซื้อในราคา 1 พันล้านเหรียญ ถูกประเมินว่าอาจจะมีมูลค่าสูงถึง 5 หมื่นล้านเหรียญในปัจจุบัน (โตขึ้น 50 เท่าใน 5 ปี) และเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของ เฟซบุ๊ค เลยทีเดียว
5 ปีที่แล้ว มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก เห็นอะไรใน Instagram?
มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก มองว่า Instagram จะเป็นแพลตฟอร์มที่มีศักยภาพสูงมาในอนาคต และ มาเติมเต็มกับสิ่งที่เขามีอยู่แล้วในเฟซบุ๊ค เรียกได้ว่าถ้าอยากโพสซีเรียสหน่อยมีตัวหนังสือก็มาเล่นในเฟซบุ๊ค ถ้าอยากโพสแบบสบายๆ รูปอย่างเดียวก็มาเล่นใน Instagram
และในที่สุด เฟซบุ๊คก็เชื่อมตัวเองกับ Instagram ได้ด้วย โดยที่โพสใน Instagram ทีเดียวขึ้นมาโผล่ในเฟซบุ๊คเลย
ปัจจุบัน Kevin ยังคงเป็น CEO และ Mike ก็ยังคงเป็น CTO (Chief Technology Officer) ให้แก่ Instagram โดยทั้ง 2 คนใช้บัญชี instagram ว่า @kevin และ @mikeyk ตามลำดับ
ถึงตรงนี้หลายคนอาจอยากรู้ว่ารูปแรกที่ถูกโพสต์ลง Instagram คือรูปอะไร
คำตอบก็คือ “รูปสุนัขที่ถ่ายคู่กับเท้าแฟนสาวของ Kevin” นั่นเอง
รูปนี้ถูกโพสต์โดยใช้ฟิลเตอร์ X-Pro 2 ซึ่งเป็นหนึ่งในฟิลเตอร์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดตลอดกาล (ปัจจุบันยังมีฟิลเตอร์นี้อยู่ สามารถไปลองใช้กันได้)
Instagram ถือว่าเป็น platform ที่มีการเติบโตเร็วที่สุด platform หนึ่งในโลก
เดือนธันวาคม ปี 2010 มีผู้ใช้งาน 1 ล้านบัญชี
เดือนกันยายน ปี 2011 มีผู้ใช้งาน 10 ล้านบัญชี
เดือนเมษายน ปี 2012 มีผู้ใช้งาน 30 ล้านบัญชี
เดือนกันยายน ปี 2013 มีผู้ใช้งาน 150 ล้านบัญชี
เดือนธันวาคม ปี 2014 มีผู้ใช้งาน 300 ล้านบัญชี
เดือนธันวาคม ปี 2015 มีผู้ใช้งาน 400 ล้านบัญชี
เดือนธันวาคม ปี 2016 มีผู้ใช้งาน 600 ล้านบัญชี
เดือนเมษายน ปี 2017 มีผู้ใช้งาน 700 ล้านบัญชี
และปัจจุบัน มีผู้ใช้งานมากกว่า 800 ล้านบัญชี โดยมี active user (ผู้ที่ใช้งานเป็นประจำ) สูงถึง 500 ล้านบัญชี
อะไรทำให้ Instagram เป็นที่นิยมขนาดนี้ ?
เราคงไม่ต้องอธิบายว่า Instagram สามารถทำอะไรได้บ้าง เพราะทุกคนน่าจะรู้อยู่แล้ว
แต่หากให้สรุปสั้นๆ ก็คงเป็นเพราะ Instagram นำเสนอ “ความง่าย” ในการใช้งาน
อีกทั้งยังเข้าใจ “พฤติกรรม” ของมนุษย์ที่ชื่นชอบในการแชร์เรื่องราวต่างๆในชีวิต โดยเฉพาะการแชร์รูปภาพและวิดีโอ
อีกเหตุผลที่เราอาจจะพึ่งรู้คือ
Instagram เป็น platform ที่วัยรุ่นนิยมใช้กันมาก บางครั้งใช้เป็นที่หลีกเลี่ยงจาก “ครอบครัว” หรือ “ญาติ” ที่เริ่มใช้งาน เฟซบุ๊ค กันมากขึ้นนั่นเอง เพราะบางครั้งวัยรุ่นก็ไม่อยากให้พ่อแม่ หรือญาติๆ รับรู้เรื่องราวในชีวิตประจำวันเท่าไหร่นัก
ด้วยเหตุผลนี้ จึงทำให้ Instagram ได้รับความนิยม และเป็นตลาดที่ใหญ่มากสำหรับกลุ่มลูกค้าที่เป็นวัยรุ่นนั่นเอง
แต่เหรียญก็ย่อมมีสองด้านเสมอ..
ปัจจุบัน Instagram เป็น platform สื่อออนไลน์ที่ก่อความเครียดให้แก่ผู้ใช้มากที่สุด
ไม่ว่าจะเกิดจากการที่ผู้ที่เราติดตามโพสต์รูปไปเที่ยว หรือใช้ชีวิตหรูหรา
ทำให้เกิดความไม่พอใจในสิ่งที่ตนเองมี จึงต้องพยายามทำตัวเองให้ดูมีชีวิตดีเหมือนคนอื่น
ผู้ที่รู้จักใช้ รู้จักคิด ก็คงนำสิ่งเหล่านี้มาเป็นแรงขับเคลื่อนในการพัฒนาชีวิตตนเอง
แต่บางคนที่ยังติดกับดักภาพลวงตานี่สิที่น่าเป็นห่วง ต้องคอยสร้างภาพให้ตนเองดูดีในสายตาคนอื่นอยู่ตลอดเวลา แม้ในชีวิตจริงๆเขาจะไม่มีอะไรเลยก็ตาม
คงไม่ผิดถ้าจะบอกว่า
วัยรุ่นในสมัยนี้ ให้ความสำคัญกับการมีตัวตนในโลกโซเชียล มากกว่า ตัวตนในโลกความจริงไปแล้ว..

ยูนิคอร์น คือ 在 POMSTER Freestyle Youtube 的最讚貼文
▶ สัตว์หายากที่คุณอาจไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนในชีวิต!! | จัอดันดับ
More video : https://goo.gl/90CLv4
10. ยูนิคอร์นแห่งท้องทะเล narwhal
นาร์วาฬ(Narwhal) เป็นวาฬขาวสายพันธุ์หนึ่ง ซึ่งตัวผู้จะลักษณะที่โดดเด่นคือ มีงาที่ยาว, ตรง, เป็นเกลียว ที่ยื่นมาจากกรามบนด้านซ้ายของปาก คล้ายกับเขาของ “ยูนิคอร์น” ในเทพนิยาย นาร์วาลอยู่ในบริเวณอาร์กติก เช่นเดียวกับหมีขั้วโลก
9. ปลาแสงอาทิตย์ sunfish
หรือ Mola Mola สาเหตุที่เรียกว่าปลาแสงอาทิตย์นั้นเพราะว่า มีรูปร่างเป็นทรงเป็นแฉกๆ ลักษณะคล้ายพระอาทิตย์ และยังมีความเร็วมากพอที่จะจับกินแมงกะพรุนทัน
ปลาแสงอาทิตย์ สามารถพบได้ในทะเลเขตร้อนและอบอุ่นทั่วโลก ซึ่งสถานที่ ๆ พบมากที่สุด คือ เกาะบาหลี ในอินโดนีเซีย
8. นิ่มนางฟ้าสีชมพู (pink fairy armadillo)
เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก และยังเป็นสายพันธุ์ที่เล็กที่สุดของสายพันธุ์ ตัวนิ่มมีเปลือกหลังแยกออกจากลำตัวอย่างชัดเจน มีความยาวตลอดลำตัว 4-6 นิ้ว และยังมีน้ำหนักเพียง 400 กรัม นิ่มนางฟ้าสีชมพู อาศัยในพื้นที่แห้งแล้งแบบทะเลทราย และจะพบเฉพาะแถบตะวันตกของประเทศอาร์เจนตินา เท่านั้น
7. ซาลาแมนเดอร์ถ้ำ olm
เป็นซาลาแมนเดอร์ที่มีรูปร่างคล้ายงูแต่มี 4 ขา ลำตัวยาว 20 - 30 เซ็นติเมตร ซาลาแมนเดอร์ถ้ำ ใช้ประสาทสัมผัส ทางการได้ยินและการดมกลิ่น เพื่อใช้ในการล่าเหยื่อ อาศัยเฉพาะถิ่นของยุโรปใต้ และจะอยู่ในน้ำภายในถ้ำ Dinaric karst เท่านั้น
6. มดแพนด้า panda ant
หรือมดกำมะหยี่ อาจจะมีลักษณะที่คล้ายกับมด แต่ที่จริงแล้วมันคือ “ตัวต่อ” ซึ่งตัวผู้จะมีปีก แต่ตัวเมียจะไม่มีปีก จะมีลักษณะขนปุกปุย จุดเด่นของมัน คือ สีของลำตัวที่เป็นดำสลับขาว คล้ายกับสีของแพนด้านั่นเอง
5. หอยทากคิวบา cuban land snail
หอยทากคิวบา มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Polymita picta สามารถพบได้ในประเทศคิวบา เป็นหอยทากที่ถือว่าเป็นหอยทากที่สวยที่สุดในโลก เพราะมันมีเปลือกที่สวยงามจนกลายเป็นที่ต้องการของตลาดเครื่องประดับ และมีการลักลอบจับจำนวนมาก จนปัจจุบันจำนวนหอยทากคิวบาได้ลดลงเป็นอย่างมาก
4. เต่าแม่น้ำแมรี่ mary river turtle
เต่าแม่น้ำแม่รี่ มีความพิเศษคือมีสาหร่ายขึ้นตามตัว จนมองแล้วคล้ายมันมีทรงผมสุดเทห์อยู่บนหัว เต่าแม่น้ำแม่รี่ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Elusor macrurus เป็นเต่าที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำแมรี่ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ตอนนี้เป็นเต่าที่อยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ เนื่องจากความน่ารัก จึงถูกจับไปเป็นสัตว์เลี้ยงจำนวนมาก
3. เต่ามะเฟือง leatherback sea turtle
จัดเป็นเต่าชนิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก สาเหตุที่ได้ชื่อว่าเต่ามะเฟือง เพราะที่กระดองจะมีลักษณะคล้ายผลมะเฟือง และครีบคู่หน้าไม่มีเล็บ เมื่อเต่ามะเฟืองออกจากไข่ มันสามารถดำน้ำได้ลึกถึง 1,280 เมตร สามารถพบเต่ามะเฟืองได้ตามทวีป หรือ ประเทศที่มีกระแสน้ำอุ่นพัดผ่าน รวมถึงประเทศในเขตร้อน เช่น ประเทศไทย มาเลเซีย ปาปัวนิวกินี และ ในฝั่งทะเลแคริบเบียน
2. มอธสีสันสวยงาม Rosy Maple Moth
Rosy Maple Moth เป็นผีเสื้อออกหากินในเวลากลางคืน เมื่อกางปีกออกจะขนาดประมาณ 32-50 มิลลิเมตร มีสีสันที่สวยงามมีทั้งสีชมพู สีเหลือง สีขาว อยู่บนร่างกายของมัน โดยทั่วไปแล้วจะอาศัยอยู่บนต้นเมเปิล สามารถพบได้บริเวณในทวีปอเมริกาเหนือ
1. กิ้งก่าพิน็อคคิโอ pinocchio lizard
กิ้งก่าพิน็อกคิโอ" ครั้งหนึ่งเคยเข้าใจว่าสูญพันธุ์ไปแล้วเมื่อ 50 ปีก่อน แต่ก็ได้พบกิ้งก่าชนิดนี้อีกครั้งทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศเอกวาดอร์ ส่วนที่ยื่นยาวคล้ายจมูกนี้มีในตัวผู้เท่านั้น ซึ่งตัวผู้ใช้ลักษณะพิเศษนี้มีไว้เพื่ออวดโฉม และเลือกคู่
▶ CREDIT :
Inspiration BY Casey neistat
Detail BY..
http://www.clipmass.com/
http://petmaya.com/
https://th.wikipedia.org
https://www.spokedark.tv
Song BY https://www.soundcloud.com/maxzwell
============================
ข้อมูลสำหรับการติดตามผม
BLOGGER : https://goo.gl/NAexP1
YOUTUBE : https://goo.gl/ujn2HP
FACEBOOK : https://goo.gl/XqffdR
INSTAGRAM : https://goo.gl/WVZo7t
Support subtitles : https://goo.gl/bt0pRS
==============================
จะพยายามทำคลิปออกมาเยอะๆ
อย่าลืมกดติดตามด้วยนะครับบบ

ยูนิคอร์น คือ 在 Mission To The Moon - 'ยูนิคอร์น' คืออะไร? ทำไมเหล่า Startup ถึง ... 的推薦與評價
'ยูนิคอร์น' คืออะไร? ทำไมเหล่า Startup ถึงใฝ่ฝันอยากจะเป็นกัน . . หลังจากช่วงนี้ที่บนโลกโซเชียลมีเดียและวงการ Startup มีกระแสเรื่องของ 'ยูนิคอร์น'... ... <看更多>
ยูนิคอร์น คือ 在 ยูนิคอร์น ในวงการ Startup คืออะไร ? - YouTube 的推薦與評價
ยูนิคอร์น (Unicorn) เป็นสัตว์ในตำนานที่หาได้ยากยิ่ง ซึ่งปัจจุบันคำ ๆ นี้ ยังหมายถึง ธุรกิจ #Startup ที่มีมูลค่าบริษัทมากกว่า 1 ... ... <看更多>