中世紀制度舊石器時代情緒 能否以神級科技改良?
上周提到著名哈佛生物學家E. O. Wilson的一句名言,人性(humanity)的最大問題是我們擁有"paleolithic emotions, medieval institutions, and god-like technology"(舊石器時代的情緒,中世紀的機構和制度,和如上帝般的科技),一個他認為非常危險的組合。
Wilson已年屆90歲高齡,本來是位昆蟲學家,被公認為研究螞蟻的首席權威,但他後來學術研究涉獵到進化學,被推崇為sociobiology(社會生物學)之父,以進化論來研究和解釋動物的社交行為。他亦因積極為環保發聲而被譽為biodiversity(生物多樣性)之父。除此,他亦是一位兩度獲Pulitzer獎的通俗科學作家——(《On Human Nature》 1979、《The Ants》 1991),絕對是一位多才多藝的學者。
科學發展太快 人類情緒趕不上
他的這句名言有深遠意義,絕對值得細嚼。雖然他是一位科學家,說話都是經過思考和有一定證據的,但這樣概括的一句話,也當然不可以完全認真視為有充分科學根據的金科玉律。Wilson的主要目的是警惕世人,人類社會發展不平衡,科技發展可能已經太快,已超越了我們人類情緒和社會制度的控制能力,是個極危險的情况,可隨時帶來戰爭和地球生態環境災難,大幅減少biodiversity,甚至導致人類自己的滅亡!他認為解決方法是回到先解答哲學上的幾個大問題:我們是從哪裏來的?我們的生存意義是什麼?我們的未來是怎樣的?
我不是哲學家,亦未必贊同什麼事都需要升到哲學甚至宗教層面(Wilson是位agnostic,不可知論者)。人類的未來當然是個大問題,即使不提哲學,基本共識應為防止使用核武,掀起第三次世界大戰。另外,亦應致力環保,減少人類對氣候變化的影響(這可能牽涉到free will,自由意志問題)。
詳細一點來分析Wilson的說話。他的意思是人類發展不平衡,情緒發展停留在舊石器時代,即是為了適應當時生活艱苦,每天掙扎求存,弱肉強食的環境,需要的是簡單的思想,衝動的暴力行為,自私和只顧短期眼前利益,毋須長期宏觀視野和計劃能力。但後來人類竟然又發展出極厲害的各種科技,包括蒸氣機、電力、飛機、電腦、互聯網、基因工程,和足以帶來世界末日的核武等。我贊同這個基本觀察,但這又是否意味着一個矛盾?以我簡單的了解,左腦掌控邏輯運作,包括科學和數學,右腦掌控感情有關運作,包括創意和藝術等。Wilson的觀察如屬實,是否代表人類的左腦進化發展比較右腦快和進步?原因又是什麼呢?
左腦似乎進化得比右腦快
其實除了左腦似乎進化得比右腦快,人類身體其他部分也進化了不少。在Wilson與DNA的double helix(雙螺旋型)結構發現者James Watson的對話中,Watson亦指出在進化過程中,人類的毛髮減少了很多,且以中國人為例子(Watson常被指控為種族主義者)。我亦知道中國人的下顎骨通常較細,既代表不需大力咬肉或用口來打鬥,但亦導致中國人較常見的睡眠窒息症(Apnea)。
第二點,即使人類的情緒進化得較慢,但人類利用邏輯和理性,仍能發展出大型社會秩序,發明分工合作,提升效率,然後以貿易來作交換。國家的崛起亦帶來法律,好處是國家擁有了使用武力的專利權,大大減少了個人之間的暴力行為,亦即成功以社會制度來控制人類所謂舊石器時代的情緒。
但社會制度和各種機構,包括國家和政府,宗教和金融系統,又是否如Wilson所說,發展停留在中世紀階段呢?在這一點,我傾向於贊成他的觀點。首先政府和法律制度,都是經人類經驗累積下來的一堆東西,充滿矛盾和偏見,反而並沒有明確包含科學的自然規律。舉例說,在法律訴訟,譬如一宗連環交通意外,基本上是一件關乎牛頓力學的事情,但法律上並沒有牛頓定律,所以控辯方只可傳召一些科學家來作專家證人(expert witness),最後判決權仍在法官或陪審團手上。亦即是說最後的判決是可以違反科學的。
很多政治經濟制度已過時
亦有人指出過,如果著名的古希臘科學家亞里士多德(Aristotle)復活過來,跟現代的物理學家討論相對論和現代量子物理學,亞厘士多德肯定一頭霧水,完全不明白,連需要的數學包括tensor analysis(張量分析)和linear algebra(線性代數),都肯定一竅不通。但如果偉大的哲學和政治理論家柏拉圖(Plato),也同樣復活過來,然後有些政客跟他解釋例如現今美國的政局,保證不用幾天,柏拉圖就完全充分理解共和跟民主兩黨的主要爭拗點,彈劾特朗普的利與弊。相信他能輕易勝任為任何一方的政治顧問!
我絕對贊成很多政治和經濟制度都已經過時(宗教就不討論了),非常需要更新。傳統金融制度倚賴fractional banking(份數銀行)概念來製造金錢,發揮multiplier effect(乘數效應),表面上很有效率,但其實包含銀行必須高槓桿運作,造成金融系統的潛在不穩定性,和難以避免的道德風險。市場和計劃經濟都各有利弊,市場經濟倚靠每人的自私心態,理論上達到最高的資產配置效率,但就置公義於不理。反過來計劃經濟,則倚靠altruism(利他主義),一切以公平和公義掛帥,效率反而成次要。
Wilson曾經說過,社會主義不太適合人類,因為每個人都有私心,反而最適合螞蟻社會。因為螞蟻擁有真正的利他主義,每隻螞蟻姐妹(公螞蟻只負責繁殖)都一生勤勞,負責覓食和打仗,供養唯一有生殖能力的蟻后,盡顯捨己為人的精神。所以螞蟻非常成功,從約1.5億年前出現之後,開始雄霸昆蟲界,到現時雖只佔約3%的昆蟲種類,但若以數量或biomass(生物質)來計算,則高佔了昆蟲界的80%了!
料人類有智慧平衡社會效率與公義
但我相信人類有足夠智慧和技術(大數據,AI和5G等非常有用,區塊鏈不肯定),去找出一個比傳統政經制度更科學化的新社會制度,務求達到一個比純粹資本或社會主義,在取捨效率和公義之間更佳的平衡點。但必須加上另一個前設,就是在這個蛻變過程中,最好當然是社會能夠保持和平和穩定,因為暴力和動盪的代價太高了,更違反了社會進步的定義。
第三點,人類是否已擁有神級的科技呢?如神的定義是創造生命和宇宙,那麼人類仍只可算在幼兒班階段。我們雖已為human genome(人類基因組)解碼,但CRISPR等基因編輯技術仍未成熟,仍具極大爭議性。我絕對沒有信心現今技術水平足以幫助人類改良自己的基因,譬如防止疾病,增長壽命,令身體功能更強壯,或甚至幫助我們舊石器時代情緒的進化。粗淺的基因改造是可以的,但後果堪虞,極難預測其副作用和後遺症。
Neuroscience(神經科學)方面,近年雖有很多突破,但距離完全理解consciousness(意識)仍頗遠,更遑論自由意志。AI發展也看似突飛猛進,但我已曾指出過,現時發展主要在ANI(Artificial Narrow Intelligence),雖已有不少如臉孔辨認和金融交易等應用,但某些任務需要人類常識,例如照顧老人家或小孩的機器人(自動駕駛?),就需要更廣泛的AGI(Artificial General Intelligence),暫時仍只在理論和摸索階段。
至於創造宇宙的能力,人類力量卑微,肯定沒有,連探索太空也只算在起步階段。人類勉強只算達到Kardashev的第一種類文明,只能充分利用地球的資源來雄霸一個星球,仍未達到第二種類文明,定義為充分利用一顆恆星的資源,殖民到整個太陽系的不同星球上。
神級科技遠未及 卻有神級破壞力
但不幸從摧毀人類自己和破壞地球的能力來說,人類肯定已達神級。原子彈之父Robert Oppenheimer,在觀看完1945年7月16日,人類歷史上的第一次核試後(Trinity explosion,名字已帶宗教色彩),他有感而發,引用了印度教經典《Bhagavad-Gita》裏,保護之神Vishnu化身為摧毀之神Shiva前的一句話:Now I am become Death, the destroyer of worlds(現今我化身為死亡,所有世界的摧毀者)。
祝各位新年進步!
中環資產投資行政總裁
同時也有1部Youtube影片,追蹤數超過5萬的網紅拉哥 Lai UP,也在其Youtube影片中提到,阿里士多德 Aristotle (古希臘哲學家) 講過: Human nature is knowledge 歐幾里得 Euclid (古希臘數學家) 既一個故仔: 一個學生開始學第一個命題,就問歐幾里得學了幾何學之後將得到些什麼。歐幾里得說:「給他三個錢幣讓他走,因為他想在學習中獲取實利。」 有D...
aristotle, human nature 在 sittikorn saksang Facebook 的最佳解答
ปรัชญากฎหมายตะวันตก
สำนักกฎหมายธรรมชาติ
ปรัชญากฎหมายธรรมชาติหรือสำนักกฎหมายธรรมชาติ (Nature Law School) ซึ่งเป็นเสมือนขั้วตรงข้ามกับทฤษฎีปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย (Positive Law School) โดยเป็นปรัชญากฎหมายที่มีกำเนิดมาก่อนหน้าปฏิฐานนิยมทางกฎหมายนับพันปีและเป็นปรัชญากฎหมาย ซึ่งยังมีบทบาทหรืออิทธิพลความคิดระดับหนึ่งในโลกปัจจุบัน โดยเฉพาะเมื่อมีวิกฤติการณ์ทางสังคมหรือการเมือง ขณะที่บ้านเมืองอยู่ในภาวะระส่ำระส่ายปราศจากความเป็นธรรม หลายต่อหลายครั้งในอดีตที่ปรัชญากฎหมายธรรมชาตินี้ได้ถูกใช้เป็นเหตุผลสนับสนุนเพื่อต่อสู้กับอำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรม ตัวอย่างเช่น กรณีไทย 14 ตุลาคม 2516 เป็นต้น
การปลูกฝังแนวความคิดนี้มีส่วนเกื้อหนุนการพัฒนาระบบการปกครองไปสู่ทิศทางที่เป็นประชาธิปไตย เช่น แนวคิดการประกาศอิสรภาพของอเมริกา ค.ศ.1776 การประกาศสิทธิมนุษยชนของฝรั่งเศส ค.ศ.1789 การมีประมวลกฎหมายแพ่งนโปเลียนหรือประมวลกฎหมายแพ่งฝรั่งเศส (นับได้ว่าเป็นประมวลกฎหมายฉบับแรกของโลก) ล้วนแต่ได้รับแนวความคิดของกฎหมายธรรมชาติอยู่มากล้นด้วยกัน
หากเริ่มต้นด้วยการพิจารณาที่ความหมายของคำว่า “กฎหมายธรรมชาติ” (Nature Law) เราจะพบว่าในความหมายทั่วไปนั้น กฎหมายธรรมชาติเป็นกฎหมายซึ่งบุคคลอ้างว่ามีอยู่ตามธรรมชาติ คือ เกิดมามีเอง โดยมนุษย์ไม่ทำขึ้นเป็นกฎหมายที่อยู่เหนือรัฐ และใช้ได้โดยไม่จำกัดกาลเทศะ
กฎหมายธรรมชาติเป็นกฎเกณฑ์อุดคติที่มีขึ้นเพื่อจัดให้เกิดความสมดุลอย่างมากที่สุดที่จะเป็นไปได้ ระหว่างปัจเจกชนกับกลุ่มส่วนรวม ระหว่างเสรีภาพส่วนบุคคลกับความเสมอภาคของทุกคน
การให้ความหมายต่างๆข้างต้น เมื่อพิจารณาแล้วคงมีความรู้สึกได้ถึงแง่มุมเชิงจิตนาการหรือการ
คิดฝันเกี่ยวกับกฎหมายอุดมคติซึ่งดูแล้วเข้าใจยาก
ผู้ศึกษาจึงจำเป็นต้องศึกษาให้ถึงแก่นของกฎหมายธรรมชาติ โดยมีประเด็นที่ต้องศึกษา เช่น
- อะไรคือธรรมชาติ
- เนื้อหาจริงๆ ของกฎหมายธรรมชาติคืออะไร
- ทำไมจึงต้องมีกฎหมายธรรมชาติ แยกต่างหากจากกฎหมายของรัฐ เป็นต้น
ดังนั้นเราจะเข้าใจในปรัชญากฎหมายธรรมชาติได้ถ่องแท้ได้นั้นเราจำเป็นต้องศึกษาพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของปรัชญากฎหมายธรรมชาติในอารยธรรมตะวันตกให้เข้าเสียก่อน ซึ่งพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของปรัชญากฎหมายธรรมชาติ สามารถแยกอธิบายดังนี้
1. ยุคโบราณกรีกและโรมัน (500 BC. – 5 AD.)
2. ยุคมืด (5 AD. – 12 AD.) และยุคกลาง (12 AD – 16 AD)
3. ยุคฟื้นฟู (14 AD. – 16 AD.) ในยุคปฏิรูป (16 AD. 18AD.)
4. ยุคชาติรัฐนิยม หรือรัฐชาติ หรือรัฐสมัยใหม่ (18 AD. 19 AD.)
5. ยุคปัจจุบัน
ปรัชญากฎหมายธรรมชาติในแต่ละช่วงแต่ละยุคนี้อาจสะท้อนให้เราเห็นต่อไปถึงความเป็นอนิจจัง
ในบทบาทของปรัชญากฎหมายธรรมชาติได้อย่างดีและอาจจะทำให้เข้าธรรมชาติของกฎหมายด้วย
1.กฎหมายธรรมชาติยุคกรีกและโรมัน
แนวคิดเรื่องกฎหมายธรรมชาติได้ก่อตัวเป็นรูปร่างสำคัญ โดยปรัชญาเมธีกรีก ชื่อ เฮราคริตุส
(Haraclitus) 540 – 480 ก่อน ค.ศ. ผู้เป็นเจ้าของคำกล่าวอันเลื่องลือว่า “มนุษย์ไม่อาจกระโดดลงสู่กระแสธารได้สองครั้ง” เมธีผู้นี้ได้พยายามค้นหาสัจจะเกี่ยวกับธรรมชาติ โดยเฉพาะความจริงเกี่ยวกับแก่นสารของชีวิต ซึ่งเขาพบว่าธรรมชาติ คือ ความสัมพันธ์ของสรรพสิ่ง แก่นสารของชีวิตคือธรรมชาติ และแก่นสารของชีวิตนั้นเป็นสิ่งที่อยู่ในธรรมชาติ ซึ่งประกอบด้วยจุดหมายปลายทาง ระเบียบและเหตุผลอันแน่นอน ซึ่งไม่อาจผันแปรได้นับเป็นการยืนยันว่ากฎเกณฑ์ ซึ่งใช้เป็นตัวควบคุม “แก่นสารของชีวิต” นั้นย่อมปรากฏอยู่แล้วในธรรมชาติ มิได้เกิดขึ้นจากการบัญญัติหรือเจตจำนงของมนุษย์ผู้มีอำนาจคนใด โดยเป็นกฎเกณฑ์ที่เป็นภววิสัย (Objective) หรือเป็นจริงอยู่เองโดยธรรมชาติซึ่งอยู่นอกหรืออยู่เหนือโครงสร้างอำนาจรัฐ
แนวคิดของ เฮราคริตุส ได้รับการสืบทอดแนวความคิดมายังบรรดานักคิดหลายคนในกลุ่มนักปรัชญากรีกโบราณนี้เรียกว่าพวก โสฟิสท์ (Sophists) อันเป็นกลุ่มที่ก่อตัวในช่วง 400-500 ปีก่อน คริสศักราช พวกโสฟิสท์ มีความคิดแตกต่างหลากหลายไม่สามารถหาลักษณะร่วมทั่วไปในความคิดของพวกนี้ เนื่องไม่มีพวกโสฟิสท์คนใดสร้างระบบคิดที่แน่นอน โสฟิสท์ จึงเป็นพวกแรกที่สนใจวิธีการใช้วาทะในการโต้เถียง
สมัยกรีกนั้นได้ปกครองในระบบทรราชย์ เต็มไปด้วยความอยุติธรรม และการกดขี่ข่มเหงกันบริบททางสังคม เช่นนี้เองที่เป็นตัวกระตุ้นหรือบันดาลใจให้พวก โสฟิสท์ บางคนได้อ้างเรื่องกฎหมายธรรมชาติขึ้นมาต่อต้าน คัดค้านการปกครองที่ไม่เป็นธรรม รวมทั้งคัดค้านให้ยกเลิกระบบอภิสิทธิ์และระบบทาสในยุคนั้น เนื่องจากเห็นว่ามนุษย์ล้วนมีความเท่าเทียมกันโดยธรรมชาติ
พวกโสฟิสท์ ชื่อ โซโฟครีส ได้เขียนหนังสือ ชื่อ แอนทีโกนี รัชกาลที่ 6 ทรงแปลเป็นไทยได้ตั้งชื่อเรื่องว่า อันตราคนี อันเป็นละครโศกนาฏกรรม ซึ่งบรรจุหลักการสำคัญในการแยกกฎหมายอันแท้จริงออกจากโครงสร้าง อำนาจของรัฐ และการยืนยันความเป็นโมฆะของกฎหมายแผ่นดินที่ขัดแย้งกับกฎหมายธรรมชาติ ยอมรับความตายในการต่อสู้กับกฎหมายของรัฐที่ไม่เป็นธรรม
ในเรื่อง พระเจ้าครีออน สั่งลงโทษ โปลีนิซัส ในฐานคนขายชาติ แอนทีโกนี ซึ่งเป็นน้องสาว ถือว่าคำสั่งนี้มิชอบด้วยความยุติธรรม เพราะขัดต่อเทวโองการ จึงถือว่าพระราชโองการผิดกฎหมาย (ของเทพเจ้า) พระเจ้าครีออน ถือว่าพระราชโองการ คือ กฎหมายและทุกคนต้องเคารพกฎหมาย หาไม่รัฐก็จะดำรงอยู่ไม่ได้ แอนทีโกนี ย้อนว่า ถ้าพระราชโองการขัดแห่งความยุติธรรมแล้ว พระราชโองการนั้นย่อมเป็นโมฆะจะบังคับใช้มิได้ แม้มนุษย์จะเป็นพระราชาก็ไม่สามารถออกกฎหมายมาลบล้าง หรืออยู่ให้เหนือกฎของสวรรค์อันมิได้ตราลงไว้ จากละครเรื่องนี้ จะเห็นได้ว่า แอนทีโกนี อยู่ฝ่ายนักทฤษฎีที่ถือว่ากฎหมายต้องเข้ากับกฎธรรมชาติ ส่วน พระเจ้าครีออน อยู่ฝ่ายนักทฤษฎีที่ถือว่ากฎหมายที่รัฐบาลบังคับใช้ ต้องมีการปฏิบัติตาม
แต่อย่างไรก็ตาม พวกโสฟิสท์ บางกลุ่มหรือหลายคนที่ปฏิเสธกฎหมายธรรมชาติ โดยเฉพาะ
ปีทาโกรัส (Pythagoras) เห็นว่าความจริงนั้นสิ่งที่เป็นธรรมชาติมีความหลากหลายไม่แน่นอนโดยเฉพาะปัญหาว่าอะไรดีอะไรชั่วเป็นเรื่องของแต่ละคนไม่มีมาตรฐานสากล เพราะมนุษย์จะมีโครงสร้างไม่เหมือนกัน สมองแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้น การที่จะให้เหตุผลว่าสิ่งใดผิดสิ่งใดถูกย่อมแล้วแต่ละคน “เพราะมนุษย์เป็นเครื่องวัดสรรพสิ่ง” (Man is the measure of all things)
จากแนวคิดของ ปีทาโกรัส ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันมากเพราะเห็นว่าเป็นแนวคิดที่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่สังคมได้ กล่าวคือถ้าสังคมไปยึดแนวคิดของ ปีทาโกรัส แล้วจะทำให้เกิดความระส่ำระส่ายในทางศีลธรรมเพราะทุกคนต้องเชื่อว่าผิดถูกอยู่ที่ตัวของเขาเอง
ดังนั้น จึงได้มีนักคิดอุดมคติที่เชื่อในเรื่องเกี่ยวกับจริยธรรมออกมาคัดค้านโต้แย้งกลุ่มโสฟิสต์ที่ปฏิเสธกฎหมายธรรมชาติ ซึ่งเป็นนักคิดสำคัญได้แก่ โสเกรติส เพลโต และอริสโตเติล
โสเกรติส (Socratis) มุ่งอบรมสั่งสอนผู้คนให้เข้าถึงความรู้ที่แท้จริง โดยอาศัยวิธีการสนทนาให้ข้อคิดในทางจารีต ขนบธรรมเนียม ศีลธรรมต่างๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เมื่อคู่สนทนาพบว่าสิ่งซึ่งตนเข้าใจว่าเป็นเรื่องธรรมชาติและรู้อย่างดีนั้น แท้จริงไม่ใช่อย่างที่ตนเข้าใจ โสเกรติส จะตั้งคำถามให้คู่สนทนาคิดให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นและการตั้งคำถามดังกล่าว โสเกรติส สามารถที่จะชักนำให้คู่สนทนาเข้าถึงความรู้ที่ลึกซึ้งแท้จริงได้ที่เรียกว่าเป็น “วิภาษวิธี” (Dialectic)
ความรู้นั้นเป็นสิ่งที่สามรถอบรมสั่งสอน เมือผู้ใดมีความรู้ อย่างแท้จริงผู้คนจะดำเนินชีวิตไปตามตามบทสนทนาและเมื่อผู้ใดอย่างแท้จริงแล้วผู้คนจะดำเนินชีวิตไปตามหนทางแห่งความดี ย่อมดำเนินชีวิตถูกต้องตามคลองธรรม
แต่อย่างไรก็ตาม ชีวิตบั้นปลายของ โสเกรติส นั้นน่าศึกษามาก กับการยอมรับกฎหมายที่ตัวเองไม่มีความผิดในข้อหาสร้างเทพเจ้าขึ้นใหม่และบ่อนทำลายจิตใจของคนหนุ่มสาวกรีกสมัยนั้น โดนพิพากษาลงโทษดื่มยาพิษ การยืนยันของ โสเกรติส ที่ยอมรับโทษประหารชีวิต แม้จะประกาศว่าตนเองนั้นไม่มีความผิดและแม้ตนเองจะมีช่องทางหลบเลี่ยงโทษมหันต์ได้เพียงเพื่อความรักษาศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย อันเป็นหลักคุณธรรมของเขาว่า“ประชาชนทุกคนต้องเคารพปฏิบัติตามกฎหมายโดยไม่คำนึงว่า
กฎหมายนั้นจะเป็นธรรมหรือไม่ก็ตาม”
แม้หลักการของ โสเกรติส ดูออกจากตรงข้ามกับ แอนทีโกนี แต่ก็มีจุดร่วมในการยืนยันความเชื่อหรือหลักการที่คิดว่าถูกต้อง แม้จะต้องเอาชีวิตเข้าแลกก็ตาม
เพลโต (Plato) เห็นว่าพวกโสฟิสท์ ที่ไม่ยอมรับเรื่องกฎหมายธรรมชาตินั้นทำให้เกิดความเสื่อมในทางศีลธรรมและการหลงบูชาอำนาจ ในนครเอเธนส์สมัยนั้น เพลโต จึงได้พยายามแก้ไขด้วยการ อธิบายและปลูกฝังความคิดเรื่อง แบบ (Forms) หรือแม่พิมพ์ของสิ่งที่เป็นเอกสารหรือคุณธรรมอันเป็นสากลไม่มีการเปลี่ยนแปลง (ความดีถูกต้องที่เป็นสากล) (ทฤษฎีจิตนิยมเรื่อง “แบบ”) พร้อมกันนั้นเพลโตก็ได้แก้ไขตรรกะแห่งคำอธิบายเรื่องธรรมชาติมนุษย์ของพวก โสฟิสท์ ใหม่ด้วยการขยายรากฐานเชิงภววิทยา
(Ontological Foundation) ของคำว่าธรรมชาติดังกล่าวโดยยกระดับความหมาย “ธรรมชาติ” จากขอบเขตของความเป็นข้อเท็จจริงอันไม่แน่นอนเกี่ยวกับมนุษย์สู่ระดับของคุณค่านิยมถึงที่สุด และกำหนดให้สิ่งที่ถือว่าเป็น “ความเป็นจริง” ดำรงอยู่ แต่เฉพาะในโลกแห่งปัญญาเท่านั้น แนวคิดดังกล่าวของเพลโต เรียกว่า ทฤษฎีราชาปราชญ์ (The theory of Philosopher King) ซึ่งเป็นตัวทฤษฎีเน้นความสำคัญของตัวบุคคลค่อนข้างมาก คือ ตัวบุคคลที่เป็นราชาปราชญ์หรือผู้มีปัญญา
ทฤษฎีราชาปราชญ์ของ เพลโต แบ่งแยกออกเป็นวรรณะชนชั้นที่แตกต่าง ซึ่งอาจแยกได้ 4 ชนชั้น ดังนี้ คือ
1. ชนชั้นปกครอง Men of God ผู้ปกครองยุครัฐ
2. ชนชั้นทหาร Men of Silver คือ กองทัพที่จะอุ้มชูอำนาจ
3. ชนชั้นชาวนา หรือพ่อค้าวานิช ประชาชน
4. ชนชั้นช่างฝีมือ หรือพ่อค้าวานิช ประชาชน
การแบ่งแยกคนเป็นชนชั้นดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นความไม่ถูกต้อง ในขณะที่ เพลโต พยายามที่จะบอกว่านี่ คือ ธรรมชาติ เพราะมนุษย์เราโดยธรรมชาติมีความแตกต่างกัน บางคนอาจมีแนวความคิดสามารถทางด้านสติปัญญาเหนือคนอื่น บางคนอาจจะเหนือคนอื่นในแง่เกี่ยวกับความกล้าหาญหรือบางคนอาจจะเหนือความอดทนเป็นพิเศษซึ่งเหล่านี้จะเป็นความแตกต่างในตัวมนุษย์ นอกจากนั้น ทฤษฎีของ เพลโต ยังระบุไว้ด้วยว่าพวกชนชั้นนักปราชญ์ หรือพวกชนชั้นทหารนั้นจะต้องเป็นชนชั้นที่ไม่มีครอบครัวไม่สามารถมีหรือครอบครองทรัพย์สินส่วนตัว เพราะ เพลโต มองว่าการมีครอบครัวหรือทรัพย์สินส่วนตัวทำให้เกิดยึดติด ทำให้เกิดความโลภและการหมกมุ่นอยู่กับสิ่งพวกนี้ แล้วปัญญาจะไม่เกิด
โดยหลักการแล้วรัฐในอุดมคติของ เพลโต จึงเป็นรัฐที่ปกครองด้วยบุคคลซึ่งว่าฉลาดปราชญ์เปรื่องที่สุด และเพียบพร้อมด้วยคุณธรรม มิใช่รัฐที่ปกครองด้วยกฎหมาย หรือด้วยหลักนิติธรรม
อย่างไรก็ตามในช่วงสุดท้ายของชีวิต เพลโต จากประสบการณ์ในเชิงลบประจักษ์จากความพยายาม ที่จะสถาปนารัฐอุดมคติขึ้นมานั้น ความเป็นจริงแล้วคงไม่มีนักปราชญ์หรือผู้มีปัญญาอย่างดีเลิศขึ้นมาปกครองได้
จากความขมขื่นดังกล่าว อริสโตเติล (Aristotle) ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของ เพลโต อริสโตเติล เห็นถึงความบกพร่องในความคิดของ เพลโต และไม่เห็นด้วยกับแบบจำลองของรัฐในอุดมคติ อริสโตเติล ให้เหตุผลว่า แม้ว่าเราจะสามารถ หามนุษย์ที่ฉลาดปราดเปรื่องหรือบริสุทธิ์เพียบพร้อมดั่งพระเจ้า ตามทัศนะของเพลโตก็ตามรัฐนั้นก็ยังต้องปกครองด้วยกฎหมายอยู่นั่นเอง และกฎหมายที่เหมาะสมในการปกครองสังคมก็คือกฎหมายธรรมชาติหรือความยุติธรรมโดยธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม อริสโตเติล เห็นด้วยกับ เพลโต ในประเด็น การเข้าถึงกฎหมายธรรมชาติ โดยอาศัยปัญญาอันบริสุทธิ์หรือเหตุผลที่เป็นอิสระ
อริสโตเติล เชื่อว่าเหตุผล (Reason) ของมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ คุณค่าที่ธรรมชาติได้ให้ความสามารถใช้เหตุผลมาแก่มนุษย์อันแตกต่างจากสัตว์โลกชนิดอื่น คือ มนุษย์ต้องกระทำให้สอดคล้องกับคุณธรรมที่สำคัญ ได้แก่
1)คุณธรรมรู้แจ้งซึ่งได้แก่ เหตุผลและความรู้
2)คุณธรรมทางจริยธรรมได้แก่ การกระทำชอบ ความกล้าหาญ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และคุณสมบัติอื่นที่ดี
อริสโตเติล จะมองกฎหมายธรรมชาติในแง่เป็นกฎหมายอุดมคติที่มีการพัฒนา สภาพความเป็นกฎหมายจนถึงจุดสมบูรณ์ แต่อย่างไรก็ตาม สภาพความเด็ดขาดสูงสุดที่ละเมิดมิได้ของกฎหมายธรรมชาติ ตามทัศนะของ อริสโตเติล ไม่ได้พูดไว้ ในกรณีความขัดแย้งระหว่างหลักกฎหมายธรรมชาติหรือหลักความยุติธรรม กับกฎหมายส่วนบัญญัติ หรือกฎเกณฑ์ที่รัฐตราออกมาใช้บังคับในการปกครอง ผลทางกฎหมายจะเป็นอย่างไรจะถือว่าเป็นโมฆะหรือไม่ อริสโตเติล ไม่ได้กล่าวถึง เพียงแต่ยอมรับว่าเป็นกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมของรัฐ
สำนักสโตอิคกับกฎหมายธรรมชาติ (Stoic School) จากความคิดของ อริสโตเติล ซึ่งเชื่อในเรื่องของเหตุผลของมนุษย์ว่าเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ หรือเป็นดั่งเครื่องมือที่สามารถนำไปสืบค้นเกณฑ์อันเป็นสากลธรรมชาติ ความคิดดังกล่าวของ อริสโตเติล มีอิทธิพลสืบเนื่องมาถึงสำนักสโตอิค (Stoic School) ซึ่งก่อตั้งในราว 300 กว่าปีก่อนคริสศักราช โดยมี เซโน (Zeno : 350-260 B.C.) เป็นผู้ก่อตั้งสำนักนี้
ข้อสังเกต ปรัชญาความคิดของสำนักดังกล่าวนี้มีอิทธิพลความคิดที่มีผลต่อเนื่องจนถึงยุคปฏิวัติในฝรั่งเศสปี ค.ศ. 1789
สำนักสโตอิค มีแนวคิดพื้นฐานว่าในจักรวาลซึ่งโลกมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งนั้น ประกอบด้วย แก่นสาร (Substance) และ เหตุผล (Reason) หรือความเป็นเหตุผลนี้จะเป็นเสมือนกฎเกณฑ์ธรรมชาติที่มีลักษณะแน่นอน, ทั่วไปหรือเป็นระเบียบสม่ำเสมอ ซึ่งคอยควบคุมความเป็นไปของจักรวาลมนุษย์ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งในธรรมชาติของจักรวาลและเป็นสัตว์โลกที่รู้จักคิดใช้เหตุผล จึงย่อมถูกกำหนดควบคุมโดย เหตุผลอันเป็นสากล เหตุผลในฐานะเป็นพลังทางจักรวาลจึงเข้าไปครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่างรวมทั้งเป็นพื้นฐานของกฎหมายและความยุติธรรมด้วย กฎเกณฑ์ธรรมชาติหรือกฎหมายธรรมชาติจึงย่อมถือเป็นสิ่งเดียวกับกฎเกณฑ์แห่งเหตุผล โดยเหตุนี้จึงย่อมเข้าถึงกฎหมายธรรมชาติได้ด้วยการใช้เหตุผลของเขาเองและเหตุผลนี้เอง ที่ทำให้มนุษย์แตกต่างไปจากสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ
ดังนั้นในทรรศนะของสโตอิค
1. มนุษย์มิได้เกิดมาเพื่อแสวงหาความสุขหรือความสะดวกสบาย แต่มนุษย์จำต้องยอมทนทุกข์
ทรมานกับการปฏิบัติตามสิ่งที่ถูกต้อง
2.การดำรงชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ต้องเป็นไป อย่างสอดคล้องกับธรรมชาติ, สอดคล้องกับเหตุผลหรือคุณงามความดี และที่สำคัญมนุษย์ควรจะมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างมีอิสระ จากอารมณ์ความรู้สึกหรือตัณหาต่าง ๆ พยายามต่อสู้ เพื่อบรรลุถึงความสงบสันติหรือกลมกลืนอย่างรอบด้านภายในใจ ที่เรียกว่า “ธรรมชาตินิยม” (Natural Law)
ความเชื่อในเรื่องการดำรงชีวิต ซึ่งสอดคล้องกลมกลืนกับธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งมีความเสมอภาคกัน โดยไม่จำกัดสัญชาติหรือเผ่าพันธุ์ คำสอนเช่นนี้จึงเป็นความเชื่อในเรื่องสากลนิยม (Cosmopolitan Philosophy) ไม่ให้ยึดติดในเชื้อชาติ, เผ่าพันธุ์, หรือศาสนา สอนให้คนมีจิตใจกว้างขึ้นและยอมรับเรื่องความเสมอภาคของมนุษย์ทุกคนรวมทั้งเรื่องความเป็นสากลของกฎหมายธรรมชาติ
ในแง่นี้เองที่เราพบว่าอุดมคติสูงสุดของสำนักสโตอิค อยู่ที่เรื่องรัฐแห่งโลก (World – State) หรือโลกนิยม โดยที่มนุษย์ทุกคนจะอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขและเป็นธรรม
ซิเซโร (Cicero) ซึ่งเป็นชาวโรมันแต่ไปศึกษาที่เอเธนส์ จึงได้รับปรัชญาแนวความคิดสโตอิคมาอย่างมากและที่สำคัญ ซิเซโร เป็นผู้มีส่วนร่วมอย่างมากในพัฒนาหลักนิติศาสตร์ของโรมันบนรากฐานปรัชญาสำนักสโตอิค ซิเซโร ได้เขียนอธิบายกฎหมายธรรมชาติไว้ว่า
“กฎหมายที่แท้จริง คือ เหตุผลที่ถูกต้อง กลมกลืนสอดคล้องกับธรรมชาติ, แผ่ซ่านในทุกสิ่งทุกอย่าง สม่ำเสมอ นิรันดร เป็นกฎหมายที่ก่อให้เกิดหน้าที่โดยคำสั่งให้กระทำและงดเว้นจากความชั่ว โดยข้อห้ามของกฎหมายเป็นหน้าที่อันศักดิ์สิทธ์ที่จะไม่พยายามบัญญัติกฎหมายให้ขัดแย้งกับกฎหมายนี้ เป็นสิ่งไม่อาจยกเลิกหรือทำให้เสื่อมคลาย อันที่จริงแล้วไม่ว่าจะเป็นวุฒิสภาหรือประชาชนก็ตามหาอาจหลุดพ้นจากความผูกพันของกฎหมายนี้ไม่ได้ และไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะพึ่งพาสิ่งอื่นหรือบุคคลอื่นนอกจากตัวเราเองที่จะเป็นผู้แสดงออกหรือตีความกฎหมาย,กฎหมายนี้ไม่เป็นอย่างหนึ่งที่กรุงโรมหรือเป็นอีกอย่างหนึ่งที่เอเธนส์ ไม่เป็นอย่างหนึ่งในขณะนี้ หรืออีกอย่างหนึ่งในเวลาต่อมา แต่เป็นกฎหมายประการเดียวที่เป็นนิรันดร ไม่เปลี่ยนแปลงและมีผลผูกพันทุกชาติทุกภาษาทุกยุคทุกสมัยตลอดกาล “
จากคำกล่าวของ ซิเซโร (Cicero) สรุปได้ว่ากฎหมายธรรมชาติมีลักษณะดังต่อไปนี้
1. กฎหมายธรรมชาติเป็นเรื่องเหตุผลที่สอดคล้องกับธรรมชาติ ดังคำที่ว่า “กฎหมายที่แท้จริง คือ เหตุผลที่ถูกต้อง”
2. กฎหมายธรรมชาติมีลักษณะทั่วไป ดังข้อความที่ว่า “แผ่ซ่านไปยังทุกสิ่งทุกอย่าง” ซึ่งแสดงว่ากฎเกณฑ์ธรรมชาติหรือกฎหมายธรรมชาตินั้นเป็นกฎเกณฑ์ทั่วไป เหตุผลหรือหลักเกณฑ์นั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ได้อยู่เหนือหรือแยกออกจากสิ่งต่าง ๆ
3.กฎหมายธรรมชาติผูกพันทุกคนให้ต้องปฏิบัติตาม ดังข้อความที่ว่า “เป็นกฎหมายที่ก่อให้เกิด
คำสั่งบังคับให้ทุกคนมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามและเป็นข้อห้ามมิให้คนทำชั่ว”
4.กฎหมายธรรมชาติมีคุณค่าเหนือกว่ากฎหมายที่มนุษย์บัญญัติขึ้น ดังข้อความที่ว่า “เป็นหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ที่เราจะไม่พยายามบัญญัติกฎหมายให้ขัดกับกฎหมายนี้ กฎหมายนี้จะถูกลดค่าหรือยกเลิกมิได้” ในแง่นี้กฎหมายธรรมชาติมีสถานเป็นกฎหมายในอุดมคติ
5.กฎหมายธรรมชาตินี้มีอยู่ภายในจิตใจของคน ข้อความที่ว่า “ไม่ว่าจะโดยวุฒิสภาหรือประชาชน เราก็ไม่สามารถที่จะถูกปลดปล่อยให้พ้นจากกฎหมายนี้ได้ ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะพึ่งบุคคลอื่น หรือสิ่งอื่นนอกจากตัวของเราเองที่จะเป็นผู้แสดงออกให้เห็นหรือตีความกฎหมายธรรมชาตินี้” แสดงให้เห็นว่า กฎหมายธรรมชาตินี้เป็นสิ่งที่อยู่ในใจของคนสามารถรู้ได้เอง จึงไม่ต้องไปศึกษาหรือไต่ถามจากคนอื่น เป็นการยืนยันว่ามนุษย์มีความสามารรถที่จะค้นพบว่าอะไรผิดอะไรถูก ไม่มีพลังอื่นใดจากภายนอกมาบังคับให้ต้องมาเช่นนั้น
6.กฎหมายธรรมชาติมีลักษณะสากลและไม่เปลี่ยนแปลง ดังข้อความที่ว่า “กฎหมายนี้ไม่เป็นอย่างหนึ่งที่กรุงโรม หรือเป็นอีกอย่างหนึ่งที่เอเธนส์ไม่เป็นอย่างหนึ่งในขณะนี้หรือเป็นอย่างอื่นในเวลาต่อมา เป็นกฎหมายประการเดียวที่เป็นนิรันดร ไม่เปลี่ยนแปลงและมีผลผูกพันทุกชาติทุกภาษาตลอดกาล”
การวิเคราะห์วิจารณ์ยุคกรีกโบราณเป็นยุคแรกเริ่มแห่งปรัชญากฎหมายธรรมชาติ ซึ่งมีลักษณะเป็นอภิปรัชญามากเกินไปและไม่มีการผ่อนปรนในการบังคับใช้กฎเกณฑ์ต่างๆ ทำให้ไม่สามารถสรุปได้อย่างแน่นอนว่ากฎเกณฑ์ใดมีความยุติธรรมและสามารถนำไปใช้ในสังคมได้ เพราะเป็นนามธรรมที่อยู่ภายในจิตใจของบุคคล
2. ปรัชญากฎหมายธรรมชาติในยุคมืด (5 AD–12 AD) และยุคกลาง (12 AD–14 AD)
นับแต่จักรวรรดิ์ โรมันอันยิ่งใหญ่ได้ล่มสลายในศตวรรษที่ 5 ยุโรป ก็ได้เข้าสู่ยุคมืดและยุคกลาง อันยาวนานเกือบ 900 ปี ซึ่งมีลักษณะพื้นฐานในทางสังคมแบบศักดินา ภายใต้การครอบงำของศาสนจักรโรมันคาทอลิคที่มีสังฆราชแห่งกรุงโรมเป็นประมุข
ในช่วงยุคมืดของยุโรป สังฆราชสำคัญ ๆ แห่งกรุงโรม อาทิ เช่น แอมโบรส (Ambrose) ออกุสติน (Augustine) และเกรกอรี (Gregory) ได้ทำการพัฒนาเปลี่ยนแปลงปรัชญากฎหมายธรรมชาติ ให้สอดคล้องกับหลักคำสอนในคริสต์ศาสนา โดยนำแนวคิดของสำนักสโตอิคมาผสมผสานกับความเชื่อทางศาสนาคริสต์ในเรื่องบาปโดยกำเนิด (Original Sin) ของมนุษย์ชาติและนำคติความเชื่อของฝ่ายคริสต์ศาสนามาแทนที่ “เหตุผล” ในฐานะเป็นกฎหมายสูงสุดของจักรวาล
เซนต์ ออกุสติน (ST. Augustine) เป็นผู้เสนอความคิดเห็นว่ากฎหมายที่ไม่ถูกต้องตามศาสนาเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับไม่ได้ ดังนั้นจึงบังคับให้รัฐอยู่ใต้อิทธิพลของศาสนา ตั้งแต่นั้นมากฎหมายในยุโรปก็มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับกฎของศาสนาซึ่งก็ยังผลประโยชน์ให้กับประชาชนเช่นกัน เนื่องจากกฎของศาสนาบังคับไม่ให้ผู้มีอำนาจกดขี่ข่มเหงประชาชน
ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างศาสนจักรกับอาณาจักรซึ่งต่างพยายามอ้างอำนาจในการตราหรือตีความกฎหมายต่าง ๆ และจุดขัดแย้งนี้นับว่าเป็นเหตุจูงใจอันสำคัญอย่างมากในการพัฒนาปรัชญากฎหมายธรรมชาติ
เซนต์ โทมัส อไควนัส (ST.Thomas Aquinas) (1226 – 1274) เป็นนักบวชและนักปรัชญาชาวอิตาเลียน ผู้สร้างงานนิพนธ์ชิ้นสำคัญ เรื่อง “Suma Theologica” ซึ่งเป็นการเชื่อมวิธีคิดแบบเหตุผลนิยม (Rationalism) กับเจตนานิยม (Voluntarism) เข้าด้วยกันโดยนำเอาปรัชญาของอริสโตเติล มาสังเคราะห์กับปรัชญาทางคริสต์ศาสนา ในขณะที่อริสโตเติล ยืนยันว่ามนุษย์สามารถค้นพบกฎหมายธรรมชาติได้โดย อาศัย “เหตุผล“ ในตัวมนุษย์เอง
อไควนัส ก็ได้พยายามเชื่อมโยงเรื่อง “เหตุผล” (Reason) ดังกล่าวเข้ากับ “เจตจำนง” (Will) ของพระเจ้า โดยถือว่า หรือการนำเอาเหตุผลของมนุษย์มาเชื่อโยงกับหลักธรรมของพระผู้เป็นเจ้าซึ่งเขาเชื่อว่าเหตุผลที่สูงกว่า เหตุผลที่สมบูรณ์ถูกต้องมากกว่าซึ่งใช้เป็นเครื่องมือ ในการค้นหากฎหมายธรรมชาตินั้นปรากฏอยู่ใน “เหตุผลของพระเจ้า” (Divine Reason) หรือ “เจตจำนงของพระเจ้า” ซึ่งถือว่ามีความบริสุทธิ์ถูกต้องมากกว่า “เหตุผล” ของมนุษย์ซึ่งอาจมีความผิดพลาดได้และจากจุดนี้เองที่ทำให้เขาสรุปว่า “หลักธรรมโองการหรือเจตจำนงพระเจ้าคือที่มากฎหมายธรรมชาติ” (Christian Natural Law)
การเชื่อมระหว่างเหตุผลเข้ากับเจตจำนงของพระเจ้า อไควนัส ได้แบ่งแยกกฎหมายออกเป็น
4 ประเภท คือ
1. กฎหมายนิรันดร (Lex aeterna / EternalLaw)
2. กฎหมายธรรมชาติ (Lex naturalis / Natural Law)
2. กฎหมายอันศักดิ์สิทธิ์ (Lex divina / Divine Law)
3. กฎหมายของมนุษย์ (Lex humana / Human Law)
กฎหมายนิรันดร จัดว่าเป็นกฎหมายสูงสุด ซึ่งเป็นเหตุผลหรือปัญญาอันอันศักดิ์สิทธิ์ที่คอยบงการความเคลื่อนไหวหรือการกระทำทั้งปวงในจักรวาล และมีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่ล่วงรู้ถึงกฎหมายนี้มนุษย์ทั่วไปอาจหยั่งรู้ได้โดยตลอด
กฎหมายธรรมชาติ กฎหมายธรรมชาติถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายนิรันดรที่สามารถเข้าถึงได้โดยอาศัย “เหตุผล” อันเป็นคุณสมบัติธรรมชาติที่พระเจ้าประทานให้ ซึ่งมีหลักธรรมอันเป็นมูลฐานที่สุดก็คือ “การทำความดีและละเว้นความชั่ว” ที่มีอยู่ภายในตัวของเราเอง
กฎหมายอันศักดิ์สิทธิ์ หมายถึง กฎเกณฑ์หรือหลักธรรมต่าง ๆ ที่ถูกจารึกไว้ในคัมภีร์ไบเบิล
(Bible)
กฎหมายของมนุษย์ หมายถึง กฎหมายที่มนุษย์บัญญัติขึ้นมาใช้ในสังคม ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายที่สูงกว่าก่อนหน้า อไควนัส เห็นว่าหากกฎหมายของมนุษย์เรื่องใดมีหน้าที่ไม่เป็นธรรมและขัดต่อกฎหมายธรรมชาติ ย่อมไม่ถือว่าเป็นกฎหมาย แต่เป็นความวิปริตของกฎหมายซึ่งอยู่หางไกลจากลักษณะของกฎหมายที่มีจุดมุ่งหมายให้พลเมืองเป็นคนดี อไควนัส เห็นว่ากฎหมายที่ไม่เป็นธรรมอาจเกิดขึ้นได้หลายกรณี อาทิ เช่น
1. กฎหมายมิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ส่วนรวม แต่หากเป็นการตอบสนองต่อกิเลสตัณหาของผู้ออกกฎหมาย
2. กฎหมายบัญญัติขึ้นเกินกว่าอำนาจของผู้ออก
3.เป็นกฎหมายที่กำหนดภาระแก่คน อย่างไม่เสมอภาค
ข้อ 1 – 2 ซึ่ง อไควนัส ถือเป็นโมฆะโดยเด็ดขาดและประชาชนไม่จำต้องคารพเชื่อฟังข้อ 3 หากยึดเอาคุณธรรมเรื่องความรอบคอบเป็นหลักแล้วประชาชนอาจจำต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมเช่นนี้เพื่อความเป็นธรรมในการหลีกเหลี่ยงความสับสนวุ่นวายในสังคม
การแบ่งแยกกฎหมายออกเป็น 4 ประเภทนี้ จึงนับว่าเป็นการประนีประนอม ระหว่างความคิดของกรีกกับความคิดของคริสเตียน และได้แก้ปัญหาลำดับชั้นของกฎหมาย ซึ่งมีมาแต่โบราณว่าความยุติธรรมตามธรรมชาติ กับ ความยุติธรรมที่มนุษย์สมมุติขึ้น (กฎหมายที่บัญญัติขึ้น) ควรจะมีความสัมพันธ์กันอย่างไร โดย อไควนัส ได้เน้นว่า กฎหมายมนุษย์จะต้องสอดคล้องกับกฎหมายธรรมชาติ ถ้ากฎหมายมนุษย์ขัดต่อกฎหมายธรรมชาติ กฎหมายมนุษย์ไม่มีค่าเป็นกฎหมาย เป็นการเน้นหลักกฎหมายลำดับสูงกว่า (Higher law) กล่าวคือ กฎหมายธรรมชาติและกฎหมายศักดิ์สิทธิ์เป็นกฎหมายที่สูงกว่ากฎหมายบ้านเมืองของมนุษย์ถ้ากฎหมายบ้านเมืองเองขัดต่อกฎหมายธรรมชาติ หรือขัดต่อกฎหมายอันศักดิ์สิทธิ์ กฎหมายนั้นย่อมไร้ผลและราษฎรย่อมมีสิทธิไม่เชื่อฟังผู้ปกครองได้ (The Right of Disobedience) ทั้งนี้เพราะราษฎรย่อมมีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมายธรรมชาติและกฎหมายศักดิ์สิทธิ์เหนือสิ่งอื่นใด
ความคิดของ อไควนัส จึงมีฐานะเสมือนข้อต่อทางความคิดกฎหมายธรรมชาติที่เน้นความสำคัญของ เหตุผล ที่มีมาตั้งแต่สมัยกรีก คือ ตั้งแต่ เพลโต อริสโตเติล สโตอิคและสมัยโรมันถ่ายทอดต่อมาในสมัยกลางอย่างไม่ขาดสาย และส่งทอดต่อไปจนถึงสมัยใหม่ในภายหลังอย่างไม่ขาดตอน
การวิเคราะห์วิจารณ์ยุคมืดให้ความสำคัญกับศาสนา (โดยเฉพาะศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิค) มาก ความขัดแย้งอันเกิดขึ้นและเป็นการล่วงละเมิดอำนาจของศาสนา ถือว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องต่อต้านอำนาจรัฐ ทำให้ศาสนามีอิทธิพลในการปกครองรัฐในการปกครองประชาชน ดังนั้นการกระทำใดของผู้ปกครองนั้นต้องไม่ขัดต่อหลักศาสนา ทำให้การปกครองนั้นอยู่ภายใต้อำนาจผู้นำทางศาสนา หรือเรียกว่า ยุคศาสนจักรครอบงำอาณาจักร
3. ปรัชญากฎหมายธรรมชาติยุคฟื้นฟู (14 AD - 18 AD) หรืออาจเรียกว่า กฎหมายธรรมชาติสมัยใหม่
เมื่อยุโรปเข้าสู่ยุคศตวรรษที่ 14 ถึง16 อำนาจและความคิดทางศาสนจักรเสื่อมถอยลง ความคิดของสำนักกฎหมายธรรมชาติก็มิได้เสื่อมคลายลง แต่ความเชื่อเรื่องกฎหมายธรรมชาติกลับฟื้นฟูรุ่งเรื่องอย่างมหาศาล ในศตวรรษที่ 17-18 (Secular natural Law) ซึ่งเน้นธรรมชาติของมนุษย์ (Human Nature) ว่ามี “สติปัญญาหรือมีเหตุผล” และเหตุผลในธรรมชาติของมนุษย์นี้ เป็นรากฐานของกฎหมายธรรมชาติซึ่งมีนักคิดที่สำคัญ ได้แก่ ฮิวโก โกรเชียส (Hugo Grotius 1583 –1645) พูเฟนดอร์ฟ (Samuel Purfendorf :1632 – 1694 ) โทมัส ฮอบส์ (Thomas Hobber :1588 – 1679) สปินโนซา (Benedict Spinoya : 1632 – 1677) จอห์น ล๊อค (John Lacke : 1632 – 1704) มองเตสกิเออ (Baron Charlers Louis de Montesquieu : 1689 – 1755) รุสโซ (Jean Jacques Rousseau : 1712 – 1778) หรือวูล์ฟ (Christian Wolff : 1679 – 1754) เป็นต้น
ข้อสังเกต ในยุคนี้เองที่ ฮิวโก โกรเชียส (Hugo Grotius) นักกฎหมายชาวฮอลแลนด์ได้นำเอาหลักกฎหมายธรรมชาติบางเรื่องมาใช้สร้างเป็นรากฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ ควบคุมกิจการและกติกาในการทำสงครามต่างๆ ระหว่างรัฐชาติที่เกิดขึ้นใหม่ๆ จนทำให้ โกรเชียส ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาของกฎหมายระหว่างประเทศ แนวคิดของ โกรเชียส ในปรัชญากฎหมายธรรมชาติจะเน้นในเรื่องเหตุผลและสติปัญญาของมนุษย์ ในฐานะที่มาของกฎหมายธรรมชาติ โดยถือว่าเหตุผลและสติปัญญานี้ปรากฏอยู่ในธรรมชาติของมนุษย์เอง
แนวความคิดกฎหมายธรรมชาติสมัยใหม่ มีอิทธิพลอย่างสำคัญต่อระบบกฎหมายสมัยใหม่ของยุโรปตะวันตก โดยทำให้กฎหมายสมัยใหม่เป็นที่มีเหตุผลและคำนึงถึงมนุษยธรรม คนธรรมดาสามารถทำความเข้าใจได้ด้วยเหตุผล เห็นได้จากประมวลกฎหมายฉบับต่างๆ ในยุโรป เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งฝรั่งเศส ประมวลกฎหมายแพ่งออสเตรีย ประมวลกฎหมายทั่วไปของอาณาจักรปรัสเซีย เมื่อพิจารณาประวัติความคิดของกฎหมายธรรมชาติสมัยใหม่แล้ว เราอาจแบ่งได้เป็น 3 ยุค คือ
ยุคที่ 1 ยุคจัดระบบกฎหมายใหม่
ความคิดกฎหมายธรรมชาติในช่วงนี้ เป็นความพยายามที่จะใช้เหตุผลตามธรรมชาติ ซึ่งมนุษย์สามารถเข้าใจได้ มาจัดระบบกฎหมายบ้านเมือง (Positive Law) ใหม่แทนความคิดและความเชื่อของศาสนาจักร ซึ่งกลายเป็นพลังทางความคิดที่ช่วยเกื้อหนุนการสร้างชาติของรัฐสมัยใหม่ซึ่งเป็นรัฐฆราวาส
(Secular State) คือ รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งเป็นอิสระจากศาสนจักร เพราะการสร้างชาติจำเป็นต้องมีระบบราชการประจำที่มีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานซึ่งต้องอาศัยกฎหมายทั้งสิ้น นักคิดที่สำคัญ ในยุคนี้ ได้แก่ โกรเชียส, โทมัส ฮ๊อบส์, และพูเฟนดอร์ฟ
ข้อสังเกต แนวความคิดยุคนี้ ความคิดแบบปัจเจกชนนิยม (Imdividualism) ได้เริ่มก่อตัวและแพร่หลายมาก
ดังนั้น นักคิดในสมัยนี้จึงต้องเสนอทฤษฎีสัญญาประชาคม (Social Contract Theory) ขึ้นอธิบายว่า สังคมอื่นการยินยอมนี้ก่อให้เกิดความผูกพันและสัญญาประชาคมขึ้น แต่อย่างไรก็ตามทฤษฎีสัญญาประชาคมในยุคนี้ คือ โทมัส ฮอ๊บส์ ได้มองมนุษย์ในแง่ร้าย คือ เห็นว่าธรรมชาติของมนุษย์ไม่มีเหตุผล จึงสนับสนุนอำนาจอันสมบูรณ์เด็ดขาดของผู้ปกครอง ความคิดนี้จึงสนับสนุนระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งพระมหากษัตริย์มีอำนาจเด็ดขาด ส่วนทฤษฎีสัญญาประชาคมอีกแง่หนึ่งคือมองมนุษย์ในแง่ดี จะอธิบายในแนวความคิดในวิจารณ์
ยุคที่ 2 ยุควิเคราะห์วิจารณ์
ยุคนี้เป็นยุคของการใช้เหตุผลตามธรรมชาติมาแยกและหลักเกณฑ์ทางกฎหมาย ในเวลาเดียวกันก็ใช้เหตุผลตามธรรมชาติวิจารณ์การกระทำที่ไม่ชอบด้วยเหตุผลของผู้ปกครองในสมัยนั้น ความคิดกฎหมายธรรมชาติในยุคนี้เน้นการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของเอกชนและการปกครองที่มีอำนาจจำกัด มองว่ามนุษย์มีความสามารถใช้สติปัญญาและเหตุผลในการเข้าใจกฎหมายธรรมชาติ และสามารถบัญญัติกฎหมายตามหลักเหตุผลของกฎหมายธรรมชาติได้อย่างไม่จำกัด
ทฤษฎีสัญญาประชาคมในยุคนี้จึงมีความแตกต่างจากยุคก่อน คือ มองมนุษย์ในแง่ดี ซึ่งได้แก่ แนวคิดของจอห์น ล๊อค ซึ่ง ล๊อค มองว่ามนุษย์เป็นผู้มีเหตุผลและมีสัญชาติญาณอยากอยู่ร่วมกันเป็นสังคม โดยทุกคนจะโอนอำนาจบางส่วนของตน ได้แก่ อำนาจการบังคับการตามกฎหมายธรรมชาติให้แก่ผู้ปกครองหรือรัฐ ซึ่งได้จัดตั้งตามสัญญาแต่ทุกคนยังคงสงวนสิทธิในชีวิต ทรัพย์สินและเสรีภาพอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามธรรมชาติของมนุษย์ หากผู้ปกครองไม่ปฏิบัติตามสัญญาประชาชน ย่อมมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะปฏิวัติล้มล้างผู้ปกครองได้
ส่วนแนวความคิดของคนอื่น คือ คริสเตียน โทมัสซุย เสนอให้มีการแยกแยะระหว่างกฎหมายกับศีลธรรมออกจากกัน โดยอธิบายว่า กฎหมายเป็นเรื่องรัฐ ดังนั้นจะบังคับได้เฉพาะการกระทำของคนที่แสดงออกมาภายใน หรืออีกนัยหนึ่ง คือ กฎหมายต้องลงโทษการกระทำของคนมิใช่ความคิดของคน
แนวความคิดของ รุสโซ ซึ่ง รุสโซ มองว่ามนุษย์มีธรรมชาติที่ดี มีจิตใจโอบอ้อมอารีไม่เห็นแก่ตัว ในสภาวะธรรมชาติของมนุษย์มีสิทธิเสรีภาพอย่างไม่จำกัด แต่ไม่มีความมั่นคงในสิทธิเสรีภาพตามธรรมชาติ เพื่อให้เกิดหลักประกันในสิทธิเสรีภาพมนุษย์จึงตกลงทำสัญญาประชาคม สละสิทธิเสรีภาพที่ไม่จำกัดเมื่อมาอยู่รวมกันเป็นสังคม ซึ่งมีสิทธิเสรีภาพที่ถูกจำกัดภายใต้กฎหมาย แนวความคิดของ รุสโซ นั้นต่อต้านการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
ข้อสังเกต แนวคิดการมอบสิทธิเสรีภาพให้แก่ผู้ปกครองนั้น ล๊อคกับรุสโซ มีความคิดแตกต่างกันคือ ของ ล๊อค จะมอบสิทธิบางส่วนให้ผู้ปกครองแต่ของ รุสโซ จะมอบสิทธิเสรีภาพที่ไม่จำกัดคือทั้งหมด เมื่อมาอยู่รวมกันในสังคม
แนวคิดของ มองเตสกิเออ ซึ่ง มองเตสกิเออเป็นนักคิดชาวฝรั่งเศสได้รับอิทธิพลแนวความคิดในเรื่องการจำกัดอำนาจมาจาก จอห์น ล๊อค ความคิดของ มองเตสกิเออ ที่สำคัญปรากฏอยู่ในหนังสือ ชื่อ “เจตนารมณ์แห่งกฎหมาย” (The Spirit of the Laws) ซึ่งได้อธิบายเรื่องการแบ่งแยกอำนาจ (Separation of Powers) และการถ่วงดุลอำนาจ (Check and Balance) เพื่อจำกัดอำนาจผู้ปกครอง เพราะ มองเตสกิเออ มองว่ามนุษย์ทั้งหลายมีแนวโน้มที่จะใช้อำนาจในทางที่ผิด เพื่อป้องกันการใช้อำนาจโดยมิชอบดังกล่าวจะต้องจัดระบบให้มีการแบ่งแยกอำนาจกล่าวคือ จะต้องแยกอำนาจการตรากฎหมาย (นิติบัญญัติ) ออกจากอำนาจบังคับการตามกฎหมาย (อำนาจบริหาร) และให้อำนาจพิจารณาพิพากษาคดี (อำนาจตุลาการ) แยกเป็นอิสระจากอำนาจออกกฎหมายและบังคับการตามกฎหมาย และให้แต่ฝ่ายคอยตรวจสอบและถ่วงดุลซึ่งกันและกัน (Checks and Balance)
ยุคที่ 3 ยุคการสังเคราะห์ความคิดและสรุปผล
ในยุคนี้เป็นช่วงเวลาการนำความคิด กฎหมายธรรมชาติซึ่งได้แยกแยะวิเคราะห์ในรายละเอียดแล้วมาบัญญัติเป็นกฎหมายบ้านเมือง (Positive Law) ในลักษณะของกฎหมายลายลักษณ์อักษร โดยอาศัยอำนาจรัฐสมัยใหม่หรืออาจกล่าวได้ ว่าเป็นยุคของปฏิรูปกฎหมายธรรมชาติมาเป็นกฎหมายบ้านเมือง หลักแห่งสิทธิเสรีภาพ เสมอภาค ซึ่งปรากฏเป็นรูปธรรม รัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกาค.ศ.1789 หลังการประกาศอิสรภาพ ปี ค.ศ 1776 พ้นจากอาณานิคมอังกฤษ รัฐธรรมนูญของฝรั่งเศสหลังการปฏิวัติใหญ่ ค.ศ. 1789 รวมทั้งประมวลกฎหมายแพ่งฝรั่งเศส ค.ศ. 1804 เป็นต้น
นอกจากนี้การสลัดตัวออกจากอิทธิพลของศาสนาคริสต์ (นิกายคาทอลิค) แล้วความเปลี่ยนแปลงในลักษณะสำคัญของปรัชญากฎหมายธรรมชาติในยุคนี้เองที่มีการเน้นระบบแห่งกฎหมายทางกฎหมายซึ่งเป็นรูปธรรมและมีรายละเอียดมากขึ้น ขณะเดียวกันในอีกด้านหนึ่งมีการพัฒนาจุดเน้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากเรื่องธรรมชาติของมนุษย์เชิงสังคมไปสู่เรื่อง “สิทธิธรรมชาติ” (Natural Rights) ของมนุษย์หรือความปรารถนาความต้องการของมนุษย์ ในแง่ปัจเจกบุคคล กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ การเพิ่มบทบาทความคิดแบบปัจเจกชนนิยมมากขึ้น ในตัวเนื้อหาของปรัชญากฎหมายธรรมชาติและนอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงวิธีวิเคราะห์ธรรมชาติของมนุษย์ในแบบอภิปรัชญา (ซึ่งมองธรรมชาติที่จุดแห่งสัมบูรณภาพของความเป็นมนุษย์) มาสู่การวิเคราะห์เชิงวิทยาศาสตร์หรือจิตวิทยาที่เน้นการสังเกตในเรื่องข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลักษณะสำคัญของมนุษย์หรือกฎแห่งความเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งมีอิทธิพลต่อมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ในศตวรรษที่ 18–19 ซึ่งมีความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และสังคมวิทยา บวกกับความเป็นชาตินิยมสูง อันเป็นพื้นฐานอันสำคัญให้ลัทธิอรรถประโยชน์และทฤษฎีปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย เริ่มก่อตัวขึ้นอย่างมั่นคงในฐานะปฏิปักษ์กับสำนักกฎหมายธรรมชาติ เริ่มจากช่วงนี้เองที่กฎหมายธรรมชาติได้ถูกผลักไสให้เป็นเรื่องศีลธรรม ศาสนามากกว่าที่จะเป็นกฎหมายอันแท้จริงของรัฐ ความเชื่อถือศรัทธาในปรัชญากฎหมายธรรมชาติเริ่มเสื่อมลงด้วยสาเหตุดังกล่าวข้างต้น
การวิเคราะห์วิจารณ์ ยุคฟื้นฟูกับยุคกฎหมายธรรมชาติสมัยใหม่หันมาให้ความสนใจด้านปัจเจกชนและสิทธิมนุษยชนมากขึ้น โดยพ้นจากการครอบงำของศาสนาและมุ่งล้มล้างระบบศักดินา ให้ความสำคัญกับกฎหมายที่เป็นธรรม จึงก่อให้มีการปฏิวัติสังคมในอังกฤษ อเมริกา หรือฝรั่งเศส ได้อาศัยปรัชญาหรือตรรกะของกฎหมายธรรมชาติเข้าเป็นเหตุผลรองรับความชอบธรรมของการก่อการหรือสนับสนุนเรื่องสิทธิธรรมชาติในการล้มล้างรัฐ และมีผลกระทบด้านกฎหมาย อิทธิพลของปรัชญากฎหมายธรรมชาตินำไปสู่การตอกย้ำความสำคัญของเนื้อหาของกฎหมายที่เป็นธรรม
4.ปรัชญากฎหมายธรรมชาติยุครัฐชาติหรือยุครัฐสมัยใหม่ (19AD) (ยุคความเสื่อมของปรัชญากฎหมายธรรมชาติ)
คำว่า “รัฐ” (State) นั้นเป็นคำใหม่เพิ่มขึ้นในศตวรรษที่ 19 ซึ่งแต่ก่อนมีแต่คำว่า “ชาติ” (Nation) ที่มาจากกลุ่มคนที่มีชาติพันธ์เดียวกัน สืบเชื้อสายโดยสายเลือดเดียวกัน หรือเกิดความรู้สึกร่วมกัน ซึ่งในยุโรปมีพื้นดินใกล้เคียง ความสัมพันธ์ก็มีมากขึ้นทั้งด้านสันติภาพและสงคราม ดังนั้นการเคลื่อนย้ายผู้คนมาอีกชาติหนึ่งไปยังอีกชาติหนึ่งก็เกิดขึ้น เกิดลักษณะผสมผสานระหว่าเชื้อชาติ คำว่า รัฐ ก็เกิดขึ้นมา ซึ่งมีองค์ประกอบ 4 อย่างรวมกันเป็น รัฐ คือ
-มีดินแดน ที่แน่นอนว่าตั้งอยู่ในส่วนไหนของโลก
-มีประชากรที่อยู่ประจำไม่ใช่พวกเร่ร่อน
-มีอำนาจอธิปไตยในการปกครองรัฐ
-มีรัฐบาล(ผู้ปกครองรัฐ)
ในยุโรปเรียกชื่อว่า รัฐกับชาติยุโรป ปะปนกันแต่ใช้คู่ขนานกันว่า ชาติรัฐหรือรัฐชาติ ดังนั้น รัฐชาติ (Nation State)คือ ความคิดความเป็นชาตินิยมและเน้นในเรื่องความสำคัญในการปกครอง จุดนี้เองเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญอีกอันหนึ่งของกฎหมายธรรมชาติในความเสื่อมของปรัชญากฎหมายธรรมชาติ
สาเหตุที่ทำให้ปรัชญากฎหมายธรรมชาติในยุคนี้เสื่อม อย่างน้อย 2 ประการคือ
ประการที่ 1 สืบเนื่องจากแนวความคิดของกฎหมายนั้นเป็นแนวความคิดที่เป็นปัจเจกชนนิยม เน้นความสำคัญของแต่ละบุคคลที่ปรากฏในประมวลกฎหมายแพ่ง (เช่นประมวลกฎหมายแพ่งฝรั่งเศส) ที่เป็นตัวแทนของกฎหมายธรรมชาติ เพราะเน้นความสำคัญของแต่ละบุคคล สิทธิส่วนบุคคลกลายเป็นชาตินิยม เกิดการขัดแย้งหรือต่อสู้ทางความคิดกับปัจเจกนิยม
ตัวอย่าง เช่น การจะจากลูกเมียไปรบหรือป้องกันชาติ ถ้าไม่ไปก็แสดงความเป็นปัจเจกชนสูง แต่ถ้าสละครอบครัวไปรบก็เป็นเรื่องชาตินิยม ความคิดสองอย่างนี้ ได้ต่อสู้กันทางความคิด ในช่วงนี้มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้คนหันมานิยมชาติมากกว่าปัจเจกชนที่เป็นทางความคิดของกฎหมายธรรมชาติ
ประการที่ 2 ที่ทำให้กฎหมายธรรมชาติเสื่อมความนิยม สืบเนื่องจากการเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์แผนใหม่ ค้นพบอะไรใหม่ๆมากมาย ที่เรียกว่า “ลัทธิประจักษ์วาท” (Empiricism) คือ แนวคิดที่นิยมการทำอะไรที่ชัดเจนเห็นภาพ สัมผัสได้ จับต้องได้ ที่มันเกี่ยวกับกฎหมายธรรมชาติก็คือลัทธิประจักษ์วาทไม่เห็นด้วยกับกฎหมายธรรมชาติ เพราะว่ากฎหมายธรรมชาติเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความเชื่อ ส่วนจะพิสูจน์ได้จริงหรือไม่ กฎหมายธรรมชาติไม่ได้เน้น เพราะฉะนั้นเมื่อเน้นความจริงที่พิสูจน์ได้ ก็เป็นการกระทบกระเทือนถึงกฎหมายธรรมชาติโดยตรง ความคิดความเชื่อต่อกฎหมายธรรมชาติจึงถูกลดความนิยมลงและตรงนี้เองจึงเกิดแนวคิดปฏิฐานนิยมทางกฎหมายหรือสำนักกฎหมายปฏิฐานนิยมหรือสำนักกฎหมายบ้านเมือง
การวิเคราะห์วิจารณ์ ยุคความเสื่อมของปรัชญากฎหมายธรรมชาติยุคนี้ เป็นความเสื่อมเนื่องมาจากอิทธิพลทางวิทยาศาสตร์ที่มนุษย์คิดค้นหาข้อสรุปได้ซึ่งแตกต่างไปจากแนวความคิดทางอุดมคติที่ไม่สามารถหาข้อสรุปได้ และที่สำคัญอิทธิพลของปรัชญาทางการเมืองที่สำคัญ เช่น โทมัส ฮ๊อบส์ ฌอง โบแดง เป็นต้น นำไปสู่การมีแนวคิดปฏิฐานนิยมทางกฎหมายขึ้นมา เพื่อมาหักล้างแนวคิดกฎหมายธรรมชาติ
5. ปรัชญากฎหมายธรรมชาติยุคปัจจุบัน
เป็นแนวคิดของนักคิดรุ่นปัจจุบันที่พยายามอธิบายกฎหมายธรรมชาติในเชิงกระบวนการสร้างกฎหมาย และหลักกฎหมายภายใต้ศีลธรรมซึ่งเป็นแนวคิดที่สำคัญ คือ แนวความคิดของ ฟุลเลอร์, จอห์นฟินนิส ,โรแนล ดวอกิ้น เป็นต้น
แนวความคิดของ ฟุลเลอร์ (Lon Luvois Fuller ค.ศ. 1902 – 1978) ฟุลเลอร์ได้พยายามเน้นสิ่งที่เป็นศีลธรรมในเชิงระบบกฎหมาย ฟุลเลอร์ ได้จำแนกศีลธรรมภายในกฎหมายหรือกฎหมายธรรมชาติในเชิงกระบวนการ ออกเป็นหลักการ 8 ข้อดังนี้ คือ
1.กฎหมายจะต้องมีลักษณะทั่วไปในฐานะที่เป็นกฎเกณฑ์ซึ่งใช้เป็นหลักชี้นำการกระทำต่างๆโดยเฉพาะ
2.กฎเกณฑ์ดังกล่าวจะต้องพิมพ์เผยแพร่ ให้ปรากฏแก่สาธารณะหรืออย่างน้อยก็ต่อบุคคลทุกคนที่อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์นี้
3.กฎเกณฑ์ต้องไม่มีผลย้อนหลัง
4.กฎเกณฑ์ต้องมีลักษณะชัดแจ้งและสามารถเป็นที่ยอมรับ
5.กฎเกณฑ์จะต้องไม่ขัดแย้งกัน
6.กฎเกณฑ์จะต้องไม่เป็นการกำหนดในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
7.กฎเกณฑ์จะต้องมีความมั่นคง แน่นอนไม่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยเกินไป
8.ต้องมีการกลมกลืนระหว่างกฎเกณฑ์ที่ถูกประกาศใช้กับการบังคับใช้กฎเกณฑ์นั้นเป็นความจริง อันเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับการกระทำของเจ้าหน้าที่ที่บังคับใช้กฎหมายและตัวบทกฎหมายที่ประกาศใช้ด้วย
เงื่อนไขทั้ง 8 ประการนี้ ฟุลเลอร์ อธิบายว่าเป็นเสมือนศีลธรรม ภายในกฎหมาย หรือ “กฎหมายธรรมชาติในเชิงกระบวนการ” กล่าวโดยสรุป คือ ฟุลเลอร์ ได้พยายามเน้นมิติของกระบวนการเพื่อที่จะนำไปสู่ความเป็นกฎหมายอันสมบูรณ์แท้จริงโดยไม่ได้เน้นที่เนื้อหาสาระ
แนวความคิดของจอห์น ฟินนิส (John Finnis) จอห์น ฟินนิส เป็นนักกฎหมายธรรมชาติรุ่นใหม่ที่ได้พยายามอธิบายกฎหมายธรรมชาติในเชิงที่มีความซับซ้อนโดยได้กล่าวถึง สมมุติฐาน 2 ประการ คือ
1.รูปแบบพื้นฐานแห่งความมั่นคงรุ่งเรืองของมนุษย์ (Basic Forms of Human Flourishing)
2.วิธีพื้นฐานที่จำเป็นของความชอบด้วยเหตุผลในเชิงปฏิบัติ (Basic Methodological Requirments of Practical Reasonableness)
ทั้งสองตัวนี้ถือเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นในการค้นหาสิ่งที่เป็นเสมือนกฎหมายธรรมชาติ กฎหมายที่ดีหรือกฎหมายที่ถูกต้อง ฟินนิส พยายามวาดภาพให้เห็นว่าคุณค่าพื้นฐานแห่งความมั่นคงและความรุ่งเรืองต่าง ๆ ในชีวิต เช่น ความรู้ความบันเทิงและอีกสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นวิธีการพื้นฐานที่จำเป็นเชิงวิชาการ คือ การที่จะคิดค้นหาสิ่งที่จำเป็น ความถูกต้องจะต้องมีวิธีการในการใช้ความผิด วิธีการนี้ คือ การแสวงหาความดีงามแผนการชีวิตอันเป็นระบบ การไม่เลือกค่านิยม การไม่เลือกตัวบุคคลตามอำเภอใจ เป็นต้น
ส่วนการที่จะค้นคว้าว่า อะไรคือความยุติธรรม อะไรคือกฎหมายที่ถูกต้องยุติธรรม ก็ต้องเอาเงื่อนไข 2 ประการ เข้ามาผสมผสานกัน กล่าวคือ อีกแง่หนึ่งจะมองคล้ายกับสิ่งที่เป็นคุณค่าหรือเป้าหมายของชีวิตสังคม ขณะเดียวกันอีกแง่หนึ่งต้องวางเรื่องเกี่ยวกับสิ่งจำเป็นในเชิงวิชาการ เมื่อรวมกันแล้วจะนำไปสู่สิ่งที่เป็นกฎหมายธรรมชาติในท้ายที่สุด
แนวคิดกฎหมายธรรมชาติปัจจุบัน โรแนล ดวอกิ้น (Ronald Dworkin) เชื่อว่าถึงแม้แต่เดิมระบบกฎหมายได้ให้หลักประกันแก่ธุรกิจเอกชนและทรัพย์สินของเอกชนเป็นอย่างมากก็ตาม แต่ในปัจจุบันเมื่อมีความจำเป็นเกิดขึ้นก็อาจแก้ไขระบบกฎหมายเสียใหม่ให้เหมาะสมขึ้นก็ได้ เพราะเหตุผลในตัวกฎหมายย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามเวลาและสถานที่ ดวอกิ้น เห็นว่าการเขียนกฎหมายให้อำนาจรัฐที่จัดระเบียบเศรษฐกิจอย่างกว้าง ๆ นั้นย่อมทำได้
ทฤษฎีของ ดวอกิ้น มีข้อเสีย คือ ตรงที่คิดที่จะให้อำนาจรัฐ แต่ไม่สร้างกลไกในการใช้ดุลพินิจไว้ให้เหมาะสม ทำให้การใช้อำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่มีอุปสรรคในการปฏิบัติและเจ้าหน้าที่จะไม่กล้าใช้อำนาจ
ปรัชญากฎหมายธรรมชาติในยุคปัจจุบันมีบทบาทต่อสังคม 2 ลักษณะ คือ
1.ทฤษฎีกฎหมายที่สนับสนุนอุดมคติทางกฎหมายเชิงจริยธรรม เนื่องจากความเชื่อเรื่อง หลักคติที่อยู่เหนือกฎหมายของรัฐ เป็นการยืนยันความเชื่อเรื่อง “ความยุติธรรม” และ “ความสัมพันธ์ที่จำต้องมี” ระหว่างกฎหมายกับความยุติธรรมหรือหลักศีลธรรม จริยธรรมต่างๆ แต่ทั้งนี้ก็ไม่ถือว่าหลักความยุติธรรมหรือ หลักกฎหมายอุดมคติซึ่งแน่นอน เป็นสากลหรือใช้ได้กับทุกสถานที่ ซึ่งกฎหมายธรรมชาติยุคปัจจุบันมีลักษณะผ่อนปรน และประนีประนอมมากขึ้น
2.ทฤษฎีกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิซึ่งสนับสนุนเรื่องสิทธิมนุษยชน จากเดิมมุ่งเน้นสิทธิของปัจเจกชนในแง่สิทธิของราษฎรและสิทธิการเมือง ได้มีการพัฒนาไปสู่สิทธิทางด้าน เศรษฐกิจ สังคม การพัฒนาสันติภาพ หรือการอนุรักษ์คุณภาพของสิ่งแวดล้อม
การวิเคราะห์วิจารณ์ ยุคปัจจุบันกฎหมายธรรมชาติฟื้นตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่ง มีรูปธรรมมากขึ้นและมีลักษณะเป็นการผ่อนปรนประนีประนอม แต่ยังความสำคัญของกฎหมายธรรมชาติอยู่ที่ศีลธรรมกับกฎหมาย ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าการหันหาแนวความคิดกฎหมายธรรมชาติอีกครั้งหนึ่งนั้นมีสาเหตุ 3 ประการ คือ
ประการแรก การที่นักวิทยาศาสตร์วิทยาศาสตร์เองได้ยอมรับอย่างกล้าหาญว่า แท้ที่จริงวิทยาศาสตร์ก็เป็นศาสตร์ที่อาศัยสมมติฐานเช่นกัน หาใช่เป็นศาสตร์ที่แน่นอนจนถึงกับทำให้มนุษย์สามารถบรรลุสัจธรรมได้ทุกอย่าง
ประการที่สอง คือ ความล้มเหลวของนักกฎหมายปฏินิฐานนิยมทางกฎหมายที่ไม่อาจให้คำตอบได้ว่า วิธีการของตนนั้น จะสามารถแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคมอันเกิดจากเทคนิคและวิธีการทางกฎหมายของตนได้อย่างไร
ประการที่สาม การยอมรับว่าการพัฒนาระบบกฎหมายนั้นจำเป็นนำค่านิยมทางสังคมมาเป็นแนวทางด้วย การยอมรับดังกล่าวนี้ทำให้เห็นว่าจำเป็นต้องมีหลักการกว้างๆ และยืดหยุ่นเพียงพอสำหรับการใช้กฎหมาย โดยตระหนักว่าการใช้เหตุผลทางกฎหมายนั้น ควรมีลักษณะเป็นการสร้างสรรค์และต้องไม่ยึดติดกับถ้อยคำของกฎหมายเพียงอย่างเดียว
สรุป
ปรัชญากฎหมายธรรมชาติตะวันตก เมื่อพิจารณารากเหง้าไปถึงช่วง 2 พันปีกว่ามีก่อนอารยธรรมกรีกโบราณโดยจารีตประเพณี พิจารณากฎหมายในแง่เป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับทั้งความยุติธรรมและจริยธรรม ปรัชญากฎหมายธรรมชาติของกรีกโบราณหรือเรียกว่าบุคคลคลาสสิค ก็จัดอยู่ในกระแสความคิดดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าภายหลังปรัชญากฎหมายธรรมชาติจะมีการอธิบายความกันอยู่หลายแนวแต่ละยุค หากการเน้นเราอาจสรุปสิ่งที่เป็นหลักการสำคัญในกฎหมายธรรมชาติ ได้เป็นข้อ ๆ ดังนี้ คือ
1.(เชื่อว่า) มีสิ่งที่เป็นหลักคุณค่าสัมบูรณ์ (Absolute values) และอุดมคติซึ่งเกิดขึ้นจากหลักคุณค่าเหล่านั้น ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นเกณฑ์พื้น (Touchstones) ในการตรวจสอบความสมบูรณ์แห่งกฎหมายต่าง ๆ
2.ในธรรมชาติมีระเบียบอันแน่นอนหนึ่ง ซึ่งประกอบด้วยความมีเหตุผล (Rational) ซึ่งมนุษย์สามารถรับรู้ได้ (โดยอาศัยเหตุผลในธรรมชาติของมนุษย์) ดังนั้นบรรทัดฐานแห่งการกระทำของมนุษย์จึงอาจพิจารณาว่า “กฎแห่งธรรมชาติ” (Law of Nature) (กฎหมายธรรมชาติ)
3.หากสังเกตตรวจสอบและเข้าใจได้อย่างถูกต้องธรรมชาติจักให้เกณฑ์บรรทัดฐานซึ่งทำให้เราสามารถตระหนักได้ถึงหลักคุณค่า อันมีเนื้อหาที่สามารถหยั่งรู้ได้เป็นนิรันดร์และสากล และจากหลักคุณค่านี้เองซึ่งเราอาจช่วยให้เราได้มาซึ่งข้อกำหนดเชิงคุณค่า (Valuestatement) อันถูกต้องเหมาะสม
4.สิ่งที่ดี/มีคุณประโยชน์ คือ สิ่งที่สอดคล้องกลมกลืนกับธรรมชาติ สิ่งที่เลว ชั่วร้าย คือ สิ่งที่ขัดแย้งกับธรรมชาติ
5.กฎหมายซึ่งขาดไร้ความสมบูรณ์ทางศีลธรรมถือเป็นความผิดบกพร่องและไม่เป็นธรรม เป็นกฎหมายธรรมชาติสร้างความเป็นโมฆะแก่คำประกาศกฎหมายบางบทบัญญัติขึ้น (Positive Law) (อย่างไร้ศีลธรรม) และวางเกณฑ์อุดมคติซึ่งกฎหมายที่บัญญัติขึ้นควรบรรลุเป้าหมาย
กฎหมายธรรมชาติ ภาพรวมของกฎหมายธรรมชาตินั้นเป็นปรัชญาที่มีบทบาทสำคัญที่พยายามโน้มน้าวให้ผู้ปกครอง นักกฎหมายได้เห็นความสำคัญของคุณค่าศีลธรรมหรือคุณค่าของสิ่งที่เป็นความยุติธรรมว่าต้องมีในกฎหมาย นอกจากนั้นปรัชญาสายนี้ยังมีบทบาทในการส่งเสริมและผลักดันแนวความคิดเรื่อง สิทธิมนุษยชน (Human Right)
หนังสือและเอกสารอ่านเพิ่มเติม
หนังสือ
จรัญ โฆษณานันท์ “นิติปรัชญา” กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง,2538
จรัญ โฆษณานันท์ “สิทธิมนุษยชนไร้พรมแดน ปรัชญากฎหมายและความเป็นจริงทางสังคม” กรุงเทพฯ :
สำนักพิมพ์นิติธรรม,2545
ปรีดี เกษมทรัพย์ “นิติปรัชญา ภาคสองบทนำทางประวัติศาสตร์” คณะกรรมการบริการทางวิชาการ
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2526
รองพล เจริญพันธ์ “นิติปรัชญา” กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง,2528
สมยศ เชื้อไทย “ความรู้นิติปรัชญาเบื้องต้น” กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์วิญญูชน,2536
เอกสารและวารสาร
ปรีดี เกษมทรัพย์ “กฎหมายคืออะไรในแง่นิติปรัชญา”วาสารนิติศาสตร์,ฉบับที่ 3 ปีที่ 11,2523
วิชา มหาคุณ “ทฤษฎีกฎหมายธรรมชาติ หลักยุติธรรมแห่งกฎหมาย”วารสารดุลพาหเล่มที่ 2 ปีที 27 มีนาคม-เมษายน2523
aristotle, human nature 在 拉哥 Lai UP Youtube 的最佳解答
阿里士多德 Aristotle (古希臘哲學家) 講過: Human nature is knowledge
歐幾里得 Euclid (古希臘數學家) 既一個故仔: 一個學生開始學第一個命題,就問歐幾里得學了幾何學之後將得到些什麼。歐幾里得說:「給他三個錢幣讓他走,因為他想在學習中獲取實利。」
有D問題冇得留言回覆, 唔知點解...
有咩就問啦, 我會盡量答你 =P
拉的自我介紹
你好啊!我叫拉,是香港人啊!我是個在香港土生土長的男生,接受香港教育和香港文化。我想向喜歡香港旅遊的朋友介紹不同的香港文化。
由於我超喜歡旅行!最近我開始為香港拍攝旅遊短片。希望你能更了解香港的美啊!
訂閱Lai UP ▶ http://bit.ly/laisubscribe
Lai's Self Introduction:
Hello! I'm Lai from Hong Kong. I'm just a normal Hong Kong boy being raised in Hong Kong, having local Hong Kong education and Hong Kong culture. Lai in Hong Kong would like to introduce different culture from Hong Kong to Hong Kong lovers.
Since I like travelling so much, recently I started making travelling videos for the sake of Hong Kong. Hope that you can know more about the beauty of Hong Kong.
Related videos:
【醫院故事18+】插尿管時伯伯的小鳥竟然變大鳥!? -《拉姑娘醫院日常》
https://youtu.be/vAS7Vy3H2uY
在香港醫院職員餐廳吃甚麼?私家醫院竟然比公立醫院更難吃?!-《拉姑娘醫院日常》
https://youtu.be/1tgO_hYCNRk
為甚麼讀Nursing? -《HKU拉》
https://youtu.be/VilvDpk3JYc
Lai Facebook: http://facebook.com/jackylaiyc
Lai Instagram: http://instagram.com/jackylaiyc
Telegram 吹水 Group: https://t.me/laiup
Telegram 收風 Channel: https://t.me/laichannel
合作查詢: jackylaiyc@gmail.com
